บทความ เรื่อง สัปปุริสธรรมกับการบริหารสถานศึกษา


416590_473661369325331_399626831_o

จากบทความการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน วันนี้ผมขอนำเสนอธรรมะสำหรับการบริหารสถานศึกษา คือ สัปปุริสธรรม 7 หมายถึง ธรรมที่ทำให้คนเป็นสัตบุรุษ หรือ เป็นคนดี มีคุณธรรม เป็นคนเก่ง เหมาะสำหรับเป็นธรรมะของผู้บริหารสถานศึกษาทุกระดับ ซึ่งมีด้วยกัน 7 ประการ ดังนี้ 

1.ธัมมัญญุตา คือ เป็นผู็รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น เห็นเหตุการณ์อะไรก็ตามแต่ก็จะรู้ได้ว่าเกิดจากเหตุอะไรเช่น ทำไมฝนจึงตก สาเหตุมาจากอะไร และผลจะเป็นอย่างไร  รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุแบบนี้ จึงจะให้เกิดผลที่ต้องการนั้นๆ เป็นต้น การเป็นผู้บริหารสถานศึกษานั้นต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงเหตุปัจจัยจากทฤษฎี หลักการ กฏหมาย และนโยบาย ของการจัดการศึกษาเป็นอย่างดี และต้องเข้าใจธรรมชาติ
2.อัตถัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักผล คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ คือ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดประโยชน์เกิดผลได้จริง ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรู้จักผลของการจัดการศึกษา ผลผลิตของการจัดการศึกษาคือผู้เรียน ผลของการใช้อำนาจทางการบริหารคือความรู้สึก ความประพฤติ ความพึงพอใจ ความสุข ความทุกข์ ของผู้ใตับังคับบัญชา
3.อัตตัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักตน คือ รู้จักตัวตนของเราเอง ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลังความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม สามารถประเมินตนเองได้ในหลักธรรม ดังนี้ ศรัทธา(ชอบ ถนัด รักในงานอะไร), ศีล(วินัย), สุตะ(ความรู้), จาคะ(ความเสียสละ), ปัญญา(กระบวนการในการพัฒนาความรู้ที่มีอยู่) เป็นต้น แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป ผู้นำต้องรู้จักตนเองเป็นอย่างดี ก่อนจะมาเป็นผู้บริหารสถานศึกษานั่นคือครูผู้รู้จักตนว่า 1. มีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา 2. มีวุฒิทางการบริหารการศึกษา/ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางการบริหารการศึกษา 3. มีวุฒิ/ความรู้และความเข้าใจทางด้านหลักสูตรและการสอน 4. มีความรู้และความเข้าใจทางด้าน ICT อย่างดีเยี่ยม 5. มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถสื่อสารแบบสากลได้ 6. มีความรู้ทางด้านกฎหมายไทยและกฎหมายสากล (รัฐศาสตร์/นิติศาสตร์/รัฐประสานศาสตร์) และ 7. มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ พร้อมสำหรับการเป็นผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน หากได้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาแล้วต้องรู้จักประเมินได้ว่าบริบทของสถานศึกษาที่ตนเองบริหารจัดการอยู่นั้นมีศักยภาพมากน้อยเพียงใดทั้ง ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านบริหารงานทั่วไป พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ไปสู่มาตฐานสากลต่อไป
4.มัตตัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ กษัตริย์รู้จักประมาณในการลงทัณฑ์อาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรู้จักประมาณศักยภาพของตนเองในการบริหารจัดการ ประมาณทรัพยากรทางการศึกษาที่มีอย่างจำกัด ประมาณศักยภาพของสถานศึกษา ประมาณวัตถุดิบที่มีคือตัวผู้เรียน ประมาณภาระงานที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ประมาณการรับงานนอกจนเกินความจำเป็น ประมาณการ คือ มีการวางแผนการปฏิบัติงานระยะยาว ระยะปานกลาง และระยะสั้น
5.กาลัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน เช่น แบ่งเวลา ทำให้ถูกจังหวะ ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้านการรักษาเวลา ต้องตรงเวลา หากจะให้ดีต้องก่อนเวลา เพราะผู้บังคับบัญชาต้องรู้ทุกเรื่องก่อนผู้ใตับังคับบัญชา ต้องทันโลก ทันข่าว ทันเทคโนโลยี ทันเวลา
6.ปริสัญญุตา คือ เป็นผู้รู้ชุมชน คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าสิ่งอื่นก็ว่าได้สำหรับผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน คือ การรู้จักและเข้าถึง ชุมชนที่เป็นระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ อย่างไร ทิศทางไหน
7.ปุคคลัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักบุคคล คือ ความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครตึงหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร เป็นต้น สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผู้บังคับบัญชาคือการบังคับบัญชาสั่งการผู้ใตับังคับบัญชา หรือ การบริหารคนนั่นเอง ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรู้จักและเข้าใจถึงความแตกต่างของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างดีเยียม ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการคน ใช้มนุษยสัมพันธ์ที่เป็นกัลยาณมิตร มีรอยยิ้ม คำชม และน้ำใจเป็นโล่ป้องกันตัวเองเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีปิยะวาจาสิทธิ์เป็นอาวุธ
About these ads

About mansuang1978

Damrongratsongkroh School, Chiang Rai, Thailanad

Posted on สิงหาคม 22, 2013, in การบริหารสถานศึกษา, บทความ. Bookmark the permalink. ไม่ให้ใส่ความเห็น.

ความเห็นถูกปิด

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 107 other followers

%d bloggers like this: