Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2012

บทความ เรื่อง โอกาสที่ไขว่คว้าได้



ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

หลังจากที่ผมได้ถ่ายทอดประสบการณ์ เรื่อง “โอกาส” ไปครั้งแรกที่ดิ้นรนหาไม่ค่อยน่าประทับใจสักเท่าไหร่นะครับ วันนี้ลองมาฟังประสบการณ์เรื่องใหม่ที่เกี่ยวกับ “โอกาส” แต่เป็น “โอกาสที่ไขว่คว้าได้” โดยเฉพาะคนที่บรรจุรับราชการครู เป็นครูผู้ช่วยหมาดๆ ควรศึกษาให้เข้าใจนะครับ ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2554 ที่ผ่านมา ในเรื่องของการสร้างโอกาสโดยการเลื่อนวิทยฐานะจาก “ครู ไม่มีวิทยฐานะ” เป็น “ครู วิทยฐานะชำนาญการ” มีผลทำให้เงินเดือนผมทั้งปี 2554 ขยับขึ้นถึง 5,230 บาท ตามลำดับดังนี้

– 1 ตุลาคม 2553 ได้รับขั้นเงินเดือน 13,240 บาท
– 31 มีนาคม 2554 ปรับตาม พรบ.เงินเดือน และเงินวิทยฐานะ (ฉบับที่ 2 พ.ศ.2554) ได้รับขั้นเงินเดือน 14,300 บาท
– 1 เมษายน 2554 ปรับตาม พรฎ.เงินเดือนขั้นต่ำสูง พ.ศ. 2554 ได้รับขั้นเงินเดือน 14,700 บาท
– 1 เมษายน 2554 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “ครึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 15,440 บาท
– 12 พฤษภาคม 2554 ส่งคำร้องขอประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการ และผ่านการประเมิน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ครู วิทยฐานะชำนาญการ” เพราะมีเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำของ คศ.2 อยู่ 1 ขั้น จึงได้รับเงินเดือนขั้นต่ำของ คศ. 2 ขั้นเงินเดือนจึงอยู่ที่ 16,190 บาท
– 1 ตุลาคม 2554 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “หนึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 18,470 บาท พร้อมทั้งมีวิทยฐานะชำนาญการ

ซึ่งมีผลทำให้เงินเดือนผมทั้งปี 2554 ขยับขึ้นถึง 5,230 บาท และซึ่งเป็นโอกาสหาได้ยากมาก ปรับพอก 8%+5%+0.5 ขั้น(เมษายน)+1ขั้น(ตุลาคม) ทำให้เงินเดือนขยับเปลี่ยนแท่ง และเพิ่มขึ้นมากพอสมควร ซึ่งเป็นโอกาสทองของผมในปี 2554 บางคนขยับมากกว่าผมอีก เพราะในเดือนเมษายน ได้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1ขั้น หรือ ไม่ก็เดือนตุลาคม ได้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1.5ขั้น แต่ทั้งปีไม่เกิน 2ขั้น นะครับ

ข้อแนะนำสำหรับ ครูผู้ช่วยที่บรรจุใหม่
การขอศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เพื่อนำวุฒิมาปรับขั้นเงินเดือนในระดับปริญญาโท ตามที่ กฏหมาย ก.ค.ศ. รับรองวุฒิให้ปรับเลื่อนเงินเดือนได้ (ขอแนะนำไม่ควรลาศึกษาต่อภาคปกติ เพราะต้องเสียเวลามาเก็บผลงานย้อนหลัง 2 ปีการศึกษา)เมื่อจบปริญญาโท จากครูผู้ช่วย 2 ปี + ครู (ปริญญาตรี) 6 ปี รวมแล้ว 8 ปี แต่ถ้าจบปริญญาโท จากครูผู้ช่วย 2 ปี + ครู(ปริญญาโท) 4 ปี รวมแล้ว 6 ปี และสามารถยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะได้ทันที แต่จะแต่งตั้งได้ก็ต่อเมื่อขั้นเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำของ คศ.2 อยู่ 1ขั้น คือ 15,430 บาท  และจะปรับเป็น 16,190 บาท ทันที ตามตารางปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบประกอบวิชาชีพ แนบท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะฯ และแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 (ขอให้ยื่นหลังเลื่อนขั้นเงินเดือน 1 เมษายน เพราะ 1 ตุลาคม เราจะได้เลื่อนขั้น 1ขั้น กันทุกคน จะทำให้เงินเดือนกระโดดสูงกว่าเดิม …) เห็นไหมครับว่าโอกาสก้าวหน้าในอาชีพข้าราชการครูมีมากมาย แล้วแต่ว่าผู้ใดจะไขว่ขว้ามาเป็นของตัวเองหรือไม่ “ถ้าไม่นับหนึ่งก็ไม่มีโอกาสได้เริ่มนับหนึ่ง เมื่อจะเริ่มนับหนึ่งก็ต้องหาเป้าหมายและหนทางสำหรับไปหาเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ” และในอนาคตหากมีการปรับเงินเดือนใหม่จริงตามนโยบายรัฐบาล(หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) ผู้ที่จบปริญญาตรีตั้งแต่ปี 2555 จะมีโอกาสได้รับเงินเดือน+ค่าครองชีพ ถึง 15,000 บาท แล้วปริญญาโท ก็จะมีโอกาสได้เงินเดือนถึง 17,000 บาท เลยทีเดียว Read the rest of this entry

Advertisements

บทความ เรื่อง คุณธรรม จริยธรรม สำหรับข้าราชการ



ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

หลังจากที่ผมได้ตัดสินใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย สิ่งที่ไม่เคยรู้ เช่น หลักในการบริหารจัดการสถานศึกษา คุณธรรม จริยธรรม ในการบริหาร ภาวะผู้นำ ฯลฯ เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ในทางการบริหาร มีอะไรอีกมากมายที่ได้เรียนรู้ ดังนั้น ข้าราชการยุคใหม่อย่าคิดแบบน้ำเต็มแก้วตลอดเวลา ต้องคิดแบบน้ำล้นแก้วและน้ำพร่องแก้ว มีอยู่ 2 ทางถ้าเราไม่เจ๋งพอ เราก็คิดแบบน้ำพร่องแก้ว เพราะเราจะได้ความรู้มาเติมเต็ม และถ้าหากต้องการไปมากกว่าเดิม ก็คิดแบบน้ำล้นแก้ว ถ้าเป็นน้ำเต็มแก้ว มันก็ไม่รู้จะไปไหนต่อแล้ว อย่าไปคิดว่าเมื่อเรามีความรู้เยอะๆ แล้วมีคนมาสอบถามเยอะๆ ไม่ต้องไปกลัวว่า เขาจะมาแย่งอาชีพเรา หรือมาแย่งความรู้ของเรา ถ้าเขา Born to be ถึงเราไม่ต้องบอกเขา เขาก็ต้องเกิดมาในแวดวงตรงนี้อยู่แล้ว มาแชร์ความรู้สึกที่ดีต่อกันไม่ดีกว่าหรือ สิ่งสำคัญการที่สุดการเป็นข้าราชการต้องมี คุณธรรม และจริยธรรม ตลอดเวลา

คุณธรรม จริยธรรม สำหรับข้าราชการ คือ การใช้หลักธรรมปฏิบัติในการบริหารงานทุกระดับ ตั้งแต่ ระดับปฏิบัติการ และผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง หรือระดับสูง ให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง โดยการปกครองและบริหารที่ดี (Good Governance)

การปกครองและบริหารที่ดี ตามหลักธรรมปฏิบัตินั้น ผู้บริหารงานต้องมี “ประมุขศิลป์” คือ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี (Good Leadership) อันเป็นคุณสมบัติที่ดี ที่สำคัญ ของหัวหน้าฝ่ายบริหาร ลงมาถึงหัวหน้างานทุกระดับให้สามารถปกครอง และบริหารองค์กรที่ตนรับผิดชอบ ให้ดำเนินไปถึงความ สำเร็จอย่างได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง และให้ถึงความเจริญ รุ่งเรือง และสันติสุข อย่างมั่นคง

คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดีนั้น เป็นทั้งศาสตร์ (Science) และศิลป์ (Arts) กล่าวคือ สามารถ ศึกษาวิเคราะห์วิจัยข้อมูลอย่างมีระบบ (Systematic Study) จากพฤติกรรมและวิธีการปกครองการบริหาร องค์กรให้สำเร็จด้วยดี มีประสิทธิภาพสูงมาแล้ว ประมวลขึ้นเป็นหลัก หรือ ทฤษฎี (Theory) ตามวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ (Scientific Method) สำหรับใช้เป็นแนวทาง การปฏิบัติงานของหัวหน้าฝ่ายบริหาร ให้เกิด ประโยชน์แก่การปกครองการบริหารที่ดี (Good Governance) กล่าวคือ ให้บรรลุผลสำเร็จด้วยดีมีประสิทธิ ภาพสูงได้ เพราะเหตุนั้น ประมุขศิลป์ คือ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี จึ่งชื่อว่า เป็นศาสตร์ (Science)

นอกจากนี้ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดีนั้น ยังเกิดจากการที่บุคคลได้เคยศึกษา หาความรู้ ฝึกฝน อบรม บ่มนิสัย และเคยปฏิบัติพัฒนาสภาวะความเป็นผู้นำที่ดี มาแต่ปางก่อน คือ แต่อดีตกาล จน หล่อหลอมบุคลิกภาพและสภาวะความเป็นผู้นำที่ดี ปลูกฝัง เพิ่มพูน อยู่ใน จิตสันดานยิ่งขึ้นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน ประมุขศิลป์ คือ คุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่ดีเช่นนี้ ชื่อว่า เป็นศิลป์ (Arts) ซึ่งก็คือ “บุญบารมี” นั้นเอง

คุณธรรม จริยธรรม สำหรับข้าราชการ นั้น ประกอบด้วยหลักธรรม ๔ ประการ คือ

๑. หลักการครองตน

๒. หลักการครองงาน

๓. หลักการครองคน

๔. หลักธรรมาภิบาล Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง นิทานความดี ตอน สุภาษิตจีน


เข้าค่ายลูกเสือเหล่าอากาศและเหล่าสมุทร ระหว่างวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ค่ายลูกเสือชั่วคราวไร่ภูผาตอง ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย ที่ผ่านมามีโอกาสไปซื้อเสบียงให้เหล่าลูกเสือและผู้กำกับ รวมถึงวิทยากร ที่อำเภอแม่จัน ได้แลเห็นสุภาษิตจีนติดข้างฝาในร้านโชห่วย เป็นภาษาจีน จึงนำโทรศัพท์มาถ่ายรูปเก็บไว้ ดีที่มีภาษาไทยแปลด้วย ผมสิเสียทีที่เป็นลูกหลานคนจีนแต้จิ๋ว แต่พูดและอ่านภาษาจีนไ่ม่ได้แม้แต่คำเดียว ก็เลยนำมาเขียนเป็นบทความให้กับผู้อ่านได้สดับกัน น่าจะสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

สุภาษิตจีน

ใช้ขันติเพียงนิดหนึ่ง พายุในจิตพลันสงบ คลื่นก็ราบเรียบ

ถอยเพียงก้าวเดียว ทะเลนั้นดูกว้างขึ้น ทั้งนภาก็แลสดใส

ขึ้นสวรรค์ยาก พึ่งคนยิ่งยาก บอระเพ็ดขม ความยากจนยิ่งขม

น้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิเปราะบาง จิตใจคนยิ่งเปราะบาง

ทะเลหฤโหด น้ำใจคนยิ่งหฤโหด รู้ความยาก หวานอมขมกลืน ทนความเปราะบาง หยั่งความหฤโหด ก็สามารถดำเนินชีวิต โดยสามารถปรับตัวได้

สืบทอดมรดกแก่ทายาทด้วยคำสองคำ “การศึกษา” กับ “การเพาะปลูก หรือ การทำงานทำการ”

ครอบครัวจะรุ่งโรจน์ด้วยคำสองคำ คือ  “ขยัน” กับ “ประหยัด”

ปกครองครอบครัวให้มีสวัสดิภาพราบรื่นด้วยคำสองคำ คือ “ผ่อนปรน” กับ “อดทน”

ป้องกันบ้านช่องด้วยคำสองคำ คือ การถูก “โจรกรรม” กับ “การล่วงประเวณี”

บ้านแตกสลายด้วยคำสองคำ คือ “มั่วโลกีย์” กับ “ความโหดร้าย”

บทความ เรื่อง นิทานความดี ตอน มดง่ามมักน้ำมันหมู สัตถหลูมักใส่โต้ดกั๋น


ช่วงปีการศึกษา 2554 ที่ผ่านมา ผมได้ยินได้ทราบเรื่องราวมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวพุทธอย่างเราๆไม่พึงกระทำ เป็นสิ่งที่น่าอับอายเช่นเดียวกับเรื่องของความลับ บางคนมีความลับที่น่าอับอายก็มักจะกระทำตัวเหมือน “มดง่ามมักน้ำมันหมู สัตถหลูมักใส่โต้ดกั๋น” เป็นเรื่องราวที่ผมได้ยินได้ฟังมา หลายวันก่อนไ้ด้ฟังเทศนาธรรมจากพระคุณเจ้าในวิทยุ ก็เลยนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้สดับกัน เรื่องของความดีที่เราๆ ทำกันนั้น ย่อมมีมารมาผจญเป็นธรรมดา เหมือนนิทานความดีที่ผมได้สดับมา เป็นภาษาพื้นบ้านทางเหนือ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กำเมือง เรื่อง มดง่ามมักน้ำมันหมู สัตถหลูมักใส่โต้ดกั๋น แปลเป็นภาษาไทยกลาง มดง่ามชอบน้ำมันหมู ศัตรูชอบใส่ร้ายป้ายสีกัน เรื่องมีอยู่ว่ามดง่ามมันจะชอบกินน้ำมันหมูมาก เรานำน้ำมันหมูไปไว้ที่ไหนๆ ก็ตาม มันมักจะไปกินจนได้และมันก็จะตายเพราะน้ำมันหมูเป็นจำนวนมาก และน้ำมันหมูที่เราจะนำไปทำอาหารก็จะใช้ไม่ได้ ต้องทิ้งมันไป คนสมัยโบราณเวลาจะกำจัดมดง่าม ก็จะนำกะลามะพร้าวที่ขูดเสร็จแล้วไปคว่ำทับไปที่รังของมดง่ามหรือทางเดินของมัน แล้วมดง่ามจำนวนมากก็จะมารวมกันกัดกินมันของมะพร้าวที่ติดอยู่ในกะลาจนเต็มกะลา แล้วคนก็จะนำกะลาไปเผา หรือนำไปคว่ำกับเถ้าถ่านร้อนๆ พวกมันก็จะตาย เช่นกันกับศัตรูหรือคนที่เกลียดชัง ไม่ชอบขี้หน้ากัน คนที่อิจฉาริษยาผู้ื่อื่น คนที่มีชนักติดหลังหรือมีความผิดหรือความลับที่ผู้ือื่นได้ล่วงรู้ ก็จะชอบที่จะใส่ร้ายป้ายสีให้ร้าย ติฉิน นินทา คนที่ไปรู้ความลับของตนหรือคนที่ได้ดีกว่าตนเองไม่ชอบคนที่ดีกว่าตน ก็เปรียบเหมือนมดง่ามที่ชอบน้ำมันหมูเป็นชีวิตจิตใจ มันก็จะจมลงไปในน้ำมันหมู และตายอยู่ในนั้นอย่างอเน็จอนาจใจ เช่น มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกัน ช่วยกันทำมาหากินด้วยความสุจริต จนร่ำรวยเกินหน้าเกินตาเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านที่เป็นคนไม่ดี ชอบอิจฉาริษยา เห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตนมิได้ ก็เกิดอุบายชั่วร้ายในการยุแยงตะแคงรั่ว จะพยามทำให้คู่สามีภรรยาคู่นี้มีปัญหากันให้ได้ พอโอกาสมาถึงก็ไปพูดกับภรรยาให้ร้ายกับสามีเขาว่า “นี่เธอรู้ไหมว่าทุกวันนี้เธอร่ำรวยได้เพราะสามีเธอเป็นลิงเป็นค่าง เป็นสัตว์ป่าหน้าขน หลอกลวงชาวบ้าน หากินไม่สุจริตก็เลยร่ำรวยได้ถึงขนาดนี้ ถ้าเธอไม่เชื่อคืนนี้นอนด้วยกันตอนสามีเธอหลับแล้ว เธอลองล้วงก้นสามีเธอดูมันจะมีหางโผล่ออกมาด้วยนะ นั่นแหละสามีเธอไม่ใช่คนดี” ภรรยาได้ยินเช่นนั้นก็รอโอกาสพิสูจน์ความจริง และเืพื่อนบ้านคนนี้พอได้ทีเห็นภรรยาเชื่อก็หาโอกาสไปพูดกับสามีว่า “นี่คุณรู้ไหมว่าทุกวันนี้ึคุณร่ำรวยได้เพราะอำนาจของผีกระสือที่อยู่ในตัวภรรยาของคุณ ไม่ใช่เป็นคนธรรมดานะ ถ้าคุณไม่เชื่อคืนนี้นอนด้วยกัน ภรรยาคุณจะิเอามือล้วงไปที่ก้นของคุณนะ นั่นแหละเธอเป็นผีกระสือ” สามีได้ยินเช่นนั้นก็รอโอกาสพิสูจน์ความจริงว่าภรรยาของตนเองเป็นผีกระสือหรือเปล่า พอตกตอนกลางคืน สองสามีภรรยาเข้านอน ภรรยาก็รอจังหวะสามีของตนนอนหลับสนิท พอได้ยินเสียงสามีของตนกรน ก็ถือโอกาสพิสูจน์โดยการล้วงไปที่ก้นของสามีว่าจะมีหางดังเพื่อนบ้านบอกหรือไม่ สามีอารามตกใจตื่นขึ้นมาก็หลงเข้าใจว่าภรรยาเป็นผีกระสือจริงดังเพื่อนบ้านบอกไม่มีผิดเลย ทั้งสองก็เลยทะเลาะตบตีกันใหญ่เลย พอรุ่งเช้ามาทั้งสองก็หย่าร้างแยกทางกันไป ครอบครัวก็แตกแยก ดังนั้นแล้วความไม่ดีไม่งามของศัตรูผู้ที่อิจฉาริษยาผู้อื่น ไม่อยากให้ผู้อื่นได้ดีกว่านั้น ก็เหมือนกับมดง่ามที่มันชอบน้ำมันหมู น้ำมันหมูอยู่ที่ไหนมันก็ดั้นด้นไปหาจนได้ ไม่ว่าเราจะเก็บไว้ดีแค่ไหน มันก็ไม่พ้นมดง่ามที่จะทำให้น้ำมันหมูที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ ฉันได ความเด่น ความดัง ความดี หากมีมากเกินไป อาจทำให้ผู้ที่เปรียบได้ดั่งมดง่ามที่ไร้ประโยชน์มองหาหนทางที่จะทำลายมันตลอดเวลา เพราะคนจำพวกนี้ไม่มีทางพัฒนาจิตใจของตนเองให้ดีได้ และครอบครัวของคนจำพวกนี้ก็จะไม่ได้ดีไปมากกว่าคนอื่นได้ มีแต่ทางฉิบหาย เพราะการให้ร้ายผู้อื่นเป็นนิสัย เป็นอาจิณ เป็นเนื่องๆ พระพุทธเจ้าบอกว่า พวกนี้ผิดศีลข้อที่ 4 มุสาวาทา เวรมณีสิกขา ปทังสมาทิยามิ ตกนรก ฉันนั้น Read the rest of this entry