Monthly Archives: ธันวาคม 2012

บทความ เรื่อง โอกาสที่ไขว่คว้าได้ ภาค 2


auemdownหลังจากที่ผมได้ถ่ายทอดประสบการณ์ เรื่อง “โอกาส” และ “โอกาสที่ไขว่คว้าได้” ไปแล้ว วันนี้ลองมาฟังประสบการณ์่ต่อจากเดิม คือ “โอกาสที่ไขว่คว้าได้ ภาค 2” ซึ่งเป็นโอกาสทองอีกครั้งหนึ่งในปี2555 ที่กระผมได้มี “โอกาส” ได้ย้ายในโครงการครูคืนถิ่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของจังหวัดเชียงราย ที่ยากจะหาได้กันทุกคน และในปีเดียวกัน วันที่ 4 ธันวาคม 2555 มีหนังสือจากสำนักงาน ก.ค.ศ. เรื่อง การกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง ออกมาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นมา กระผมได้มี “โอกาส” อีกครั้งหนึ่งที่จะได้ปรับเงินเดือนสำหรับผู้ที่บรรจุแต่งตั้งก่อนวันที  1 มกราคม 2555 ซึ่งเงินเดือนของกระผมอยู่แท่ง คศ. 2 ได้ขยับ ตามลำดับดังนี้ (หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในปีงบประมาณ 2556 ตามกระแสการเมือง หรือความล่าช้าของระบบราชการนะครับ)
– 1 ตุลาคม 2554 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “หนึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 18,470 บาท
– 1 มกราคม 2555 ได้ปรับเงินเดือนสำหรับผู้ที่บรรจุแต่งตั้งก่อนวันที  1 มกราคม 2555 สำหรับผู้ที่มีวุฒิปริญญาโท ได้รับขั้นเงินเดือน 20,470 บาท
– 1 เมษายน 2555 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “ครึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 20,960 บาท
– 1 ตุลาคม 2555 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “หนึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 21,950 บาท
ซึ่งมีผลทำให้เงินเดือนผมทั้งปี 2555 ขยับขึ้นถึง 3,480 บาท  และซึ่งเป็นโอกาสหาได้ยากมากเช่นกัน ปรับเพิ่ม 2 ขั้น+0.5 ขั้น(เมษายน)+1 ขั้น(ตุลาคม) รวมกัน ทั้งปี 3.5 ขั้น บางคนขยับมากกว่าผมอีก เพราะในเดือนเมษายน ได้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1 ขั้น หรือ ไม่ก็เดือนตุลาคม ได้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1.5 ขั้น แต่ทั้งปีไม่เกิน 2 ขั้น นะครับ ทำให้เงินเดือนผมเพิ่มขึ้นมากพอสมควร และในปีงบประมาณ 2556 รัฐได้จัดสรรเงินวิทยฐานะให้ได้ตามที่วางแผนไว้ เดือนละ 3,500 บาท รวมแล้ว 25,450 บาท ในช่วงระยะการรับราชการทั้งหมด 9 ปีเต็มของกระผม ในช่วงที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ เงินเดือน 1 เดือนเท่ากับราคาทองรูปพรรณ หนัก 1 บาท แต่ก็ต้องขอขอบคุณคณะผู้แทนครูที่ได้ร่วมกันผลักดันหลายๆ เรื่องให้มีความเป็นธรรมกับอาชีพครู ให้ความเสถียรภาพกับวิชาชีพครูมีความทัดเทียมกับวิชาชีพอื่นๆ ที่เขาเข้า Win ไปก่อนเราตั้งนานแล้ว

เห็นไหมละครับการศึกษาต่อในปริญญาที่สูงขึ้นจากการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการไม่เสียแรงเปล่า หากรุ่นน้องที่บรรจุใหม่ๆ มี “โอกาส” ที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นก็ควรรีบไขว่ขว้าไว้ เพราะกฏหมายไทยปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงบ่่อยมากจนทำให้เราอาจตั้งตัวไม่ทันเลยก็ว่าได้

บทความ เรื่อง “พระอรหันต์อยู่ในบ้าน”


0000aพระอรหันต์อยู่ในบ้าน…. อมตะธรรม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

สมเด็จโต ท่านเป็นยอดนักเทศน์ ท่านเทศน์ได้จับใจคนฟัง ธรรมเทศนาของท่าน เข้าใจง่ายไม่ต้องมานั่งแปลไทยให้เป็นไทย เพราะท่านใช้คำไทยตรง ๆ เป็นภาษาพื้น ๆ ที่คนทั่วไปได้ฟังก็เข้าใจ เป็นที่นิยมของชนทุกชั้น ฟังไปก็สนุกเพลิดเพลิน และยังได้คติธรรม ไม่ง่วงเหงาหาวนอนเหมือนักเทศน์ท่านอื่น ๆ

สมเด็จโตท่านได้เล่าว่า มีคราวหนึ่ง ท่านได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกมาท่ามกลางเหล่าขุนนาง ข้าราชการและข้าราชบริพาร ครั้นพอพบหน้าท่าน เจ้าผู้ครองแผ่นดินก็ทรงสัพยอกว่า ? ท่านเจ้าคุณ เห็นเขาชมกันทั้งเมืองว่าท่านเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องขอพิสูจน์หน่อย?

สมเด็จโตทรงทูลว่า? ผู้ที่ไม่เคยฟังในธรรม ครั้นเขาฟังธรรมและได้รู้ได้เห็นในธรรมนี้แล้วเขาก็ชมว่าดี ขอถวายพระพรมหาบพิตร? และในวันนี้อาตมาจะมาเทศนาเรื่อง ? พระอรหันต์อยู่ในบ้าน?

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหล่าขุนนาง ข้าราชการและข้าราชบริพาร ต่างก็มีความสงสัย เพราะเคยได้ยินแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะอยู่แต่ในถ้ำ ในป่า ในเขา ในที่เงียบสงัด หรือที่วัดวาอารามเท่านั้น แต่ทำไมสมเด็จโต จึงกล่าวว่าจะเทศนาเรื่องพระอรหันต์อยู่ในบ้าน ในขณะที่ทุกคนพากันคิดสงสัยอยู่นั้น ฝ่ายสมเด็จโตทรงทราบด้วยญาณวิถีของทุกคน

ท่านจึงขยายความต่อไปว่า จิตพระอรหันต์ เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านละจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ยินดีและยินร้าย ในเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้วไซร้ ก็ถือได้ว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด บุญที่ได้ทำกับท่านจะให้ผลในชาติปัจจุบันทันที่ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า ทุก ๆ คนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน แต่ไม่เคยมองพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเลย ทุก ๆ คนที่นั่งฟังเทศนาอยู่ในที่แห่งนั้นต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน เพราะไม่เข้าใจความหมาย สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า? พระอรหันต์คือพระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังอุตสาห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือแต่กับไปกินด่าง อันน้ำใจของพ่อแม่ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน เช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง “ทิฐิพระ มานะกษัตริย์”


พระอาจารย์ เล่าว่า “ตอนเย็นๆ พอขึ้นที่พักก็หมดสภาพ ร่างกายไม่ไหว โดยเฉพาะรู้สึกปวดหลังมาก
เวลาไข้มาเลเรียขึ้นนี่จะปวดหลัง ก็ได้แต่นั่งเหี่ยว จะรอดวันนี้ไหมหนอ ? ตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็ทำเป็นยืดเข้าไว้

ลักษณะอย่างนี้แหละที่ หลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านป่วยแล้วคนดูไม่ออก อาตมานี่ยังมีทีท่าให้คนเขาเห็นบ้าง หลวงพ่อวัดท่าซุงนี่ไม่มีเลย ดูไม่ออกว่าท่านป่วยหรือไม่ป่วย จนกว่าจะเลิกงานนั่นแหละ เวลาท่านป่วยหนักๆ อาตมารับท่านลงจากตึกมาขึ้นรถ เพื่อที่จะไปรับญาติโยมที่ตึกรับแขก แรกๆ ก็จับแขนท่านลักษณะช่วยประคอง ท่านก็สะบัดออก แต่พอเห็นว่าท่านไม่ไหวจริงๆ อาตมาก็ต้องทำ

พอถึงเวลาจับพอท่านตั้งท่าจะสะบัด อาตมาก็ล็อกแขนท่านไว้เลย ถ้าอาตมาตั้งใจล็อกนี่หลุดยาก..! แล้วก็พาท่านเดินขึ้นรถ หลวงพ่อท่านก็หัวเราะแล้วก็บอกว่า “ถ้ามันเป็นระเบียบบังคับก็เอา” ไม่อย่างนั้นใหม่ๆ นี่ทำไม่ได้หรอก ท่านสะบัดมือออกทุกที

ถึงได้เข้าใจว่า “ทิฐิพระ มานะกษัตริย์” นั้นเป็นอย่างไร? คนที่เคยเกิดเป็นผู้นำมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว
ถึงเวลาจะแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ พอใช้ประโยคนี้ หลวงลุงสุนทร บอกว่า “หลวงพี่..พระมีทิฐิได้หรือ ?” อาตมาตอบว่า “มีสิ..ถ้าไม่มีสัมมาทิฐิบรรลุมรรคผลไม่ได้หรอก” เถียงหน้าด้านๆ เลย..!

ขัตติยมานะ ตัวนี้แหละทำให้ พระมหาอุปราช รู้ว่าสู้ พระนเรศวร ไม่ได้ก็ต้องสู้ ต่อหน้าคนตั้งเท่าไรที่ล้วนแต่เป็นลูกเจ้าเมือง ว่าที่เจ้าที่เจ้าเมืองทั้งนั้น ถ้าหากว่าไปแสดงความขี้ขลาดต่อหน้าเขา ต่อไปตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ เมืองบริวารเหล่านั้นจะมีใครเชื่อถือ ทั้งๆ ที่ท่านรู้ว่า ถ้าให้คนรุมพระนเรศวรนี่ชนะแน่ แต่ก็ไม่เอา ยอมสู้แบบเดี่ยวๆ ดีกว่า

เรื่องการศึกการสงคราม ถ้าเป็นภาพยนตร์มาอาตมาจะดูไม่ได้เลย พอดูแล้วจะมีภาพซ้อนขึ้นมา มีอยู่เที่ยวหนึ่งตอนนั้นตามหลวงพ่อไป วัดศรีรัตนาราม ที่ ลพบุรี คุณปรีชา พึ่งแสง เอาหนังเรื่องสงคราม ๙ ทัพมาเปิด ถ้าจำไม่ผิด คุณสมบัติ เมทนี รับบทเป็น รัชกาลที่ ๑

อาตมาดูไม่รู้เรื่องเลย มองดูนี่ภาพซ้อนเกิดขึ้นเต็มไปหมด ท้ายสุดก็เลยหลับตาดูของตัวเองดีกว่า
อะไรที่เป็นสิ่งที่ทำจนชินมาชาติแล้วชาติเล่า ถึงเวลาก็จะโผล่ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ”

สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก
สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๔

ที่มา : http://board.palungjit.com/f61/%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%90%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C-314571.html