Monthly Archives: สิงหาคม 2013

เรื่องเล่า “จากจัณฑาล ข้ามวรรณะสู่ พราหมณ์”


74752_193908704103580_2027084304_n

สวัสดีครับนักอ่านออนไลน์ทั้งหลายวันนี้ผมมีเรื่องเล่าที่จะนำมาให้ผู้อ่านได้สดับกัน ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งที่มีชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้แต่เขาก็สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตที่ดีได้ จาก “จัณฑาล ข้ามวรรณะสู่ พราหมณ์” เปรียบได้อย่างนี้เลยที่เดียว เรื่องมีอยู่ว่า เด็กชายคนหนึ่งเกิดในนามสกุลของชาวจีนพลัดถิ่น พ่อเป็นคนภาคกลางเชื้อสายจีน แม่เป็นคนภาคเหนือ พ่อแม่ไม่มีสมบัติติดตัวอะไรเลย มีเสื่อผืนหมอนใบก็ว่าได้ พ่อแม่อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีก็ยังไม่มีลูก ซี่งแม่อายุมากกว่าพ่อ ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการของการมีบุตรยากหรือไม่ ต่อมาแม่ก็ตั้งท้องประมาณแปดเดือนเด็กชายเกิดมาก็ไม่สมบูรณ์เหมือนใคร ตอนคลอดเอาเท้าออกมาก่อน เกือบทำให้แม่เสียชีวิต แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ เลี้ยงจนเติบโตเป็นเด็กเตาะแตะ พ่อแม่ก็พลัดถิ่นมาค้าขายและรับจ้างทั่วไปอีกจังหวัดหนึ่งที่อยู่เหนือสุดในสยาม ไม่ได้เรียนชั้นอนุบาลเหมือนเด็กคนอื่นๆ ต้องไปไหนไปด้วยกับพ่อแม่ที่มีอาชีพค้าขายยาสูบ เร่ร่อนไปที่ต่างๆ จวบจนอายุย่างเข้าเจ็ดขวบ ก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนประจำตำบลแห่งหนึ่งในเขตหมู่บ้านที่ไม่ไกลนักประมาณ 2 กิโลเมตร พ่อต้องเดินไปส่งโรงเรียนทุกวันด้วยอาการเป็นห่วงลูกชายคนเดียวของครอบครัว ซึ่งผู้เป็นพ่อขับขี่ยานพาหนะไม่ได้ จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้เป็นพ่อก็ซื้อจักรยานมือสองให้ลูกปั่นไปโรงเรียนซึ่งทางบ้านมีฐานะยากจน ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีที่ดินทำกิน ต้องเช่าบ้านอยู่ ไม่มีไฟฟ้าใช้ เวลาอ่านหนังสือต้องใช้แสงไฟจากตะเกียง ต้องขออาศัยบ้านของคนอื่นอยู่ ไม่เป็นหลักแหล่ง ทำให้ถูกเหยียดหยามจากสังคมตลอดเวลา เหมือน “จัณฑาล”และต่อมา Read the rest of this entry

Advertisements

บทความ เรื่อง สัปปุริสธรรมกับการบริหารสถานศึกษา


416590_473661369325331_399626831_o

จากบทความการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน วันนี้ผมขอนำเสนอธรรมะสำหรับการบริหารสถานศึกษา คือ สัปปุริสธรรม 7 หมายถึง ธรรมที่ทำให้คนเป็นสัตบุรุษ หรือ เป็นคนดี มีคุณธรรม เป็นคนเก่ง เหมาะสำหรับเป็นธรรมะของผู้บริหารสถานศึกษาทุกระดับ ซึ่งมีด้วยกัน 7 ประการ ดังนี้ 

1.ธัมมัญญุตา คือ เป็นผู็รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น เห็นเหตุการณ์อะไรก็ตามแต่ก็จะรู้ได้ว่าเกิดจากเหตุอะไรเช่น ทำไมฝนจึงตก สาเหตุมาจากอะไร และผลจะเป็นอย่างไร  รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุแบบนี้ จึงจะให้เกิดผลที่ต้องการนั้นๆ เป็นต้น การเป็นผู้บริหารสถานศึกษานั้นต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงเหตุปัจจัยจากทฤษฎี หลักการ กฏหมาย และนโยบาย ของการจัดการศึกษาเป็นอย่างดี และต้องเข้าใจธรรมชาติ
2.อัตถัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักผล คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ คือ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดประโยชน์เกิดผลได้จริง ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรู้จักผลของการจัดการศึกษา ผลผลิตของการจัดการศึกษาคือผู้เรียน ผลของการใช้อำนาจทางการบริหารคือความรู้สึก ความประพฤติ ความพึงพอใจ ความสุข ความทุกข์ ของผู้ใตับังคับบัญชา
3.อัตตัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักตน คือ รู้จักตัวตนของเราเอง ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลังความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม สามารถประเมินตนเองได้ในหลักธรรม ดังนี้ ศรัทธา(ชอบ ถนัด รักในงานอะไร), ศีล(วินัย), สุตะ(ความรู้), จาคะ(ความเสียสละ), ปัญญา(กระบวนการในการพัฒนาความรู้ที่มีอยู่) เป็นต้น แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป ผู้นำต้องรู้จักตนเองเป็นอย่างดี ก่อนจะมาเป็นผู้บริหารสถานศึกษานั่นคือครูผู้รู้จักตนว่า 1. มีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา 2. มีวุฒิทางการบริหารการศึกษา/ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางการบริหารการศึกษา 3. มีวุฒิ/ความรู้และความเข้าใจทางด้านหลักสูตรและการสอน 4. มีความรู้และความเข้าใจทางด้าน ICT อย่างดีเยี่ยม 5. มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถสื่อสารแบบสากลได้ 6. มีความรู้ทางด้านกฎหมายไทยและกฎหมายสากล (รัฐศาสตร์/นิติศาสตร์/รัฐประสานศาสตร์) และ 7. มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ พร้อมสำหรับการเป็นผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน หากได้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาแล้วต้องรู้จักประเมินได้ว่าบริบทของสถานศึกษาที่ตนเองบริหารจัดการอยู่นั้นมีศักยภาพมากน้อยเพียงใดทั้ง ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านบริหารงานทั่วไป พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ไปสู่มาตฐานสากลต่อไป
4.มัตตัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ กษัตริย์รู้จักประมาณในการลงทัณฑ์อาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรู้จักประมาณศักยภาพของตนเองในการบริหารจัดการ ประมาณทรัพยากรทางการศึกษาที่มีอย่างจำกัด ประมาณศักยภาพของสถานศึกษา ประมาณวัตถุดิบที่มีคือตัวผู้เรียน ประมาณภาระงานที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ประมาณการรับงานนอกจนเกินความจำเป็น ประมาณการ คือ มีการวางแผนการปฏิบัติงานระยะยาว ระยะปานกลาง และระยะสั้น
5.กาลัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน เช่น แบ่งเวลา ทำให้ถูกจังหวะ ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้านการรักษาเวลา ต้องตรงเวลา หากจะให้ดีต้องก่อนเวลา เพราะผู้บังคับบัญชาต้องรู้ทุกเรื่องก่อนผู้ใตับังคับบัญชา ต้องทันโลก ทันข่าว ทันเทคโนโลยี ทันเวลา
6.ปริสัญญุตา คือ เป็นผู้รู้ชุมชน คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าสิ่งอื่นก็ว่าได้สำหรับผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน คือ การรู้จักและเข้าถึง ชุมชนที่เป็นระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ อย่างไร ทิศทางไหน
7.ปุคคลัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักบุคคล คือ ความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครตึงหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร เป็นต้น สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผู้บังคับบัญชาคือการบังคับบัญชาสั่งการผู้ใตับังคับบัญชา หรือ การบริหารคนนั่นเอง ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรู้จักและเข้าใจถึงความแตกต่างของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างดีเยียม ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการคน ใช้มนุษยสัมพันธ์ที่เป็นกัลยาณมิตร มีรอยยิ้ม คำชม และน้ำใจเป็นโล่ป้องกันตัวเองเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีปิยะวาจาสิทธิ์เป็นอาวุธ

บทความ เรื่อง การเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน


kid-businessman-

ในวาระครบรอบ 7 ปี ของการสอบบรรจุแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษา จากปี พ.ศ. 2550 ปี พ.ศ. 2552 และปี พ.ศ. 2555 ที่มีการสอบแข่งขันบรรจุผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่มีการบรรจุแต่งตั้งจนหมดบัญชีของผู้ที่สอบขึ้นบันชีไว้ในครั้งนั้น และครั้งล่าสุดมีการสอบในปี พ.ศ. 2555 โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประสบการณ์ และกลุ่มทั่วไป ซึ่งมีการแต่งตั้งจนหมดบัญชีก็ยังไม่เพียงพอในตำแหน่งที่ขาดแคลน แม้ว่าโรงเรียนขนาดเล็กๆ จะถูกยุบหรือรวมโรงเรียนก็ตาม ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 นั้นบัญชีก็จะหมดอายุลง พร้อมทั้งการเกษียณอายุราชการของผู้บริหารในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษาอีกมากมายหลายตำแหน่งนั้นก็จะว่างลง และการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารที่ยากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการเทียบมาตรฐาน การสอบวัดมาตรฐาน การฝึกงานของนิสิต/นักศึกษาในระดับปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษา ที่ทำให้ผู้ที่จะศึกษาต่อในรัะดับปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษามีขั้นตอนที่ยุ่งยากขึ้น และอีกทั้งการเสนอร่างพิจารณาการเกษียณอายุราชการของข้าราชการให้เป็น 65 ปี ถึง 70 ปี ดังนั้นในช่วง 1- 3 ปีนี้ (ปีพ.ศ. 2557-2560) ผู้ที่มีโอกาสในการศึกษาต่อในสาขาการบริหารการศึกษาไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยไหนก็ตาม(ขอให้แค่ ก.ค.ศ รับรองก็พอแล้ว)หรือกำลังอยู่ในช่วงการขอใบประกอบวิชาชีพบริหารสถานศึกษา ก็ให้รีบๆ ดำเนินการให้เสร็จสิ้น ไม่ควรปล่อยเวลาให้มันเลยไป เพราะกฎหมายไทยนั้นมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอครับ และคุณสมบัติต่อไปของผู้บริหารสถานศึกษาในทศวรรษที่ 21 ช่วง 2,600 ปีพุทธชยันตี ที่จะเป็นประชาคมอาเซียนอย่างแท้จริง ควรจะมีคุณสมบัติ 8 ข้อ (8 things for School Administrator) ดังต่อไปนี้
1. มีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา (A licensed professional school administrators.)
2. มีวุฒิทางการบริหารการศึกษา/ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางการบริหารการศึกษา (A formal qualification in Educational Administration / Master / PhD. Management education.)
3. มีวุฒิหรือความรู้และความเข้าใจทางด้านหลักสูตรและการสอน (Qualification / knowledge and understanding of the curriculum and instruction.)
4. มีความรู้และความเข้าใจทางด้าน ICT อย่างดีเยี่ยม (Knowledge and understanding of the ICT perfectly.)
5. มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถสื่อสารแบบสากลได้ (Knowledge of English in the international communication.)
6. มีความรู้ทางด้านกฎหมายไทยและกฎหมายสากล (รัฐศาสตร์/นิติศาสตร์/รัฐประสานศาสตร์) (Knowledge of the laws of Thailand and international law. (Political Science / Law / State Coordination Science))
7. มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ (There are seven reasons Sappurisatham.)
8. มีความเข้าใจในเรื่องค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ (An understanding of the core values of Thailand’s 12 Commandments.)

หากท่านใดที่มีคุณสมบัติ 8 ข้อนี้ไว้ในมือที่เหลือก็คือการประกาศรับสมัครสอบแข่งขันบรรจุแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้นก็สามารถยื่นใบสมัครได้เลยครับ และไปวัดดวงกันในสนามสอบที่ครั้งต่อไปในปี พ.ศ. 2558 ที่เขตพื้นที่การศึกษาจะเป็นหน่วยงานดำเนินการสอบแข่งขันเอง

……………ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป…………..