บทความ เรื่อง เรียนจบแล้วมีงานทำ หรือ เรียนจบแล้วหางานทำ


สวัสดีครับนักเรียนวันนี้ครูมีประสบการณ์มาถ่ายทอดเรื่องของการเรียนต่อและการมีงานทำลองฟังดูนะครับ

การที่นักเรียนสายสามัญอย่างพวกเราๆ เรียนจบในสายวิทย์ หรือสายศิลป์ก็ตาม บางคนได้โควต้า หรือ ได้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐบ้างของเอกชนบ้าง บางคนอยากเรียนสาขาโน่นสาขานี่ เพื่อวาดอนาคตอยากเป็นอะไรที่ตัวเองชอบ แต่บางคนถูกบังคับจากผู้ปกครองว่าลูกต้องเรียนสาขานี้เพื่อที่จะประกอบอาชีพนี้นะ ซึ่งผู้ปกครองหลายคนอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของนักเรียนอย่างแท้จริง นักเรียนบางคนขัดใจพ่อแม่ไม่ได้ พอจบมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วก็เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาตามกระแสความนิยมบ้าง ตามเพื่อนบ้าง ตามความคิดของตัวเองบ้าง ตามความชอบ ตามความรักของตัวเองบ้าง ตามฮีโร่หรือไอดอลของตัวเองบ้าง หรือแม้กระทั่งตามความบัญญัติของผู้ปกครองบ้าง ล้วนแล้วแต่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การเรียนในสาขาที่ตัวเองรัก (ใช้หัวใจเลือกว่าเรารักชอบในสาขานี้จริงไหม) สาขาที่ตัวเองถนัด (ใช้สมองเลือกว่าเราสามารถเรียนได้จริงไหม) สาขาที่ตัวเองจะมีเงินเรียนหรือเปล่าเพราะการเรียนคือการลงทุน บางคนเลือกผิด ครูแนะแนวผิด เพื่อนพาผิด รุ่นพี่ที่มาแนะแนวผิด หรือผู้ปกครองเลือกผิด หรืออาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นๆ ที่อาจจะเป็นไปแล้วแต่ตัวแปรแทรกซ้อนก็เป็นได้

108628119รูปภาพจากอินเทอร์เน็ต

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกเรียนในระดับอุดมศึกษาผิดสาขานั้น มีดังต่อไปนี้

1. การเลือกผิดตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลาย เช่น เลือกสายการเรียนผิด บางคนถนัดภาษาแต่ไปเรียนตามกระแสวิทย์ บางคนถนัดวิทย์แต่เกรดไม่ค่อยดีเลยต้องเรียนศิลป์ คือไม่ประเมินความรักหรือความถนัดของตัวเองก่อน เลือกตามเพื่อนบ้าง เลือกตามผู้ปกครองหรือครูที่ปรึกษา(ผิด)บ้าง มีกรณีตัวอย่าง สมัยครูเรียนมัธยมต้นโรงเรียนมัธยมประจำตำบลมีการเลือกเพื่อให้เรียนในสายวิทย์หรือสายศิลป์ในมัธยมปลาย มีครูคนหนึ่งเรียกประชุมนักเรียนที่รับสมัครในสายวิทย์และสายศิลป์ ครูที่รับสมัครในสายวิทย์ซึ่งมีนักเรียนเลือกเรียนเป็นจำนวนมากก็พูดเสียงดังขึ้นมาว่า “อ้าวนักเรียนฟังทางนี้…..ใครคิดว่าตัวเองจะเรียนสายวิทย์ไม่ไหวให้ลุกเดินออกจากห้องนี้ไปห้องสายศิลป์เลย” นักเรียนที่ขาดการแนะแนวที่ดีก็เกิดการลังเลใจจากสายวิทย์ ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเรียนได้ไหม ขาดวัยวุฒิในการตัดสินใจ ได้ฟังประโยคที่ครูเอ่ยขึ้นมา ก็ลุกเดินตามกันไปอยู่สายศิลป์ มีผลทำให้นักเรียนที่ตั้งใจเรียนหลายคน ซึ่งมีผลการเรียนดีตอนมัธยมต้นในรายวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์หลายคน ขาดโอกาสที่จะได้เรียนสาขาในระดับอุดมศึกษาที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ที่จบสายวิทย์ เช่น แพทย์ศาสตร์ สถาปัตย์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น

2. การเลือกผิดตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เช่น เลือกสาขาฮิตตามกระแส เลือกสาขาง่ายๆ เลือกสาขาเปิดใหม่ มีกรณีตัวอย่างอยู่รายหนึ่งสมัยครูอยู่โรงเรียนเก่า มีครูคนหนึ่งเป็นครูสายวิทย์ สอนเด็กสายวิทย์ ก็แนะนำเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งให้ไปเรียนสาขาวิศวกรรม บอกว่านักเรียนเป็นคนเก่งในโรงเรียน(โรงเรียนบ้านนอก) น่าจะเรียนวิศวะได้นะ พอนักเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายไปแล้ว เข้าไปเรียนในสาขาวิศวกรรมได้จริงๆ เรียนถึงปีที่ 3 แล้วแต่ก็ไม่ไหวต้องโดน Retry ออกจากมหาวิทยาลัย เห็นไหมครับว่า นักเรียนเชื่อครูที่แนะแนวผิด ก็เลยไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทำให้นักเรียนเสียเวลาไปตั้ง 3 ปี ใครล่ะที่จะรับผิดชอบชีวิตนักเรียนคนนี้ ไม่ใช่ครูนะครับ พ่อแม่ต่างหากละครับที่ต้องรับผิดชอบส่งเสียให้เรียนหนังสือ  แต่ก็มาผิดหวังที่ลูกเรียนไม่จบ ต้องเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ หากเด็กคนนี้เรียนจบภายในระยะเวลาที่กำหนด เขาจะได้ทำงานและมีเงินเดือนไปเลี้ยงตนและครอบครัวได้แล้ว แต่เขาต้องกลับเข้าไปเรียนใหม่เสียเวลาไปฟรีๆ 3 ปีเต็ม เห็นไหมครับว่าหากนักเรียนไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่รู้จักตัวเองดี คงไม่มีใครรู้จักเราดีพอเท่ากับตัวเราเองใช่ไหมครับ

3. คุณสมบัติทางกายภาพ ประการแรกคือ การขาดทุนทรัพย์ หลายสาขาวิชา หลายมหาวิทยาลัย ต้องใช้เสียค่าใช้จ่ายสูงมาก หน่วยกิตหลายร้อยบาท ยิ่งมหาวิทยาลัยเอกชน หรือมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วละก็ ค่าใช้จ่ายสูงมาก หากเราคิดว่าเราไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอในการเรียนแล้ว เราควรพิจารณามหาวิทยาลัยที่จะเป็นไปได้สำหรับตัวเราเอง สำหรับฐานะทางบ้านของเรา หากเราสอบชิงทุนได้ก็จะเป็นเรื่องดี เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการเรียนมาก แต่ต้องมีวินัยสูงเท่านั้นเอง ประการที่สองคือต่อไปคือ ขาดร่างกายที่พร้อมสำหรับการเรียนสาขานั้นๆ หากร่างกายเราหรือสุขภาพของเราไม่เอื้อต่อการเรียนในสาขาที่ไมเหมาะสมกับร่างกายและสุขภาพของเรา ก็จะทำให้การเรียนไม่ประสบความสำเร็จได้

4. ความรู้และทักษะขั้นพื้นฐาน หากตัวเราไม่สามารถ คิดคำนวณ อ่านเขียนพูด ถ่ายทอดความรู้ ทักษะปฏิบัติ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ก็ถือว่าบกพร่อง ไม่เหมาะต่อการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

สิ่งที่มีอิทธิพลดังกล่าว 4 ประการ ข้างต้นอาจทำให้เราสามารถครองตัวเองให้เรียนจบในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ

ดังนั้นการเรียนจบแล้วทำงาน หรือ เรียนจบแล้วหางานทำ นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การที่เราได้เข้าไปศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นใบเบิกทางสำหรับการมีงานทำทันทีได้ แต่หากเราเลือกศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั่วไปเราก็มีโอกาสที่จะมีงานทำทันทีได้เช่นกัน หากเรามีความโดดเด่นตอนฝึกงาน หรือมีผลการเรียนเกียรตินิยม หรือโดยการเลือกสาขาที่ขาดแคลน สาขาที่เรียนจบยาก มีคนเรียนน้อย เพราะจบยากนั่นเอง ตลาดก็จะต้องการคนที่จบสาขานี้เป็นพิเศษ อีกทั้งหากเรามีความสามารถพิเศษในด้านภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถสื่อสารแบบสากลได้ หรือสามารถสื่อสารภาษาในประชาคมอาเซียนได้ และมีความรู้และความเข้าใจทางด้าน ICT อย่างดีเยี่ยม แล้วละก็การมีงานที่ดีทำนั้นไม่ยากหรอกครับ และ

20121109110244

ในปี ค.ศ. 2015 ( พ.ศ.2558) ที่จะถึงนี้เราจะมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้น ซึ่งอาเซียน (ASEAN) หรือ สมาคมประชาชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association for Southeast Asian Nations) ประกอบด้วยสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ได้รวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือเสริมสร้างให้ภูมิภาคมีสันติภาพนามาซึ่ง เสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งได้จัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community: AEC) เพื่อส่งเสริมให้เป็นตลาดและฐานผลิตเดียวที่มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และการลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินทุนอย่างเสรี ทั้งนี้ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็นปีที่มีลักษณะของการรวมกลุ่มประเทศเปลี่ยน เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทาให้เกิดผลกระทบด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านแรงงาน จะมีการถ่ายเทแรงงานด้านฝีมือเพื่อให้สามารถทางานในประเทศสมาชิกได้ง่ายขึ้นใน 8 สาขาอาชีพ คือ
1. วิศวกรรม
2. การสำรวจ
3. สถาปัตยกรรม
4. แพทย์
5. ทันตแพทย์
6. พยาบาล
7. บัญชี
8. การบริการ/การท่องเที่ยว

อาชีพอิสระที่ได้มาตรฐานได้รับการรับรองสามารถเคลื่อนย้ายไป ทางานในประเทศแถบอาเซียนได้ทันที ไม่มีการปิดกั้น อาชีพที่ได้ตกลงไว้คือ แพทย์ พยาบาล บัญชี สถาปนิก วิศวกร โดยในตอนแรกมีการตกลงว่าภาษาที่ใช้ในประชาคมคือภาษาอังกฤษ ซึ่งนักเรียนควรตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก จะต้องเรียนให้เก่งจริง เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ต้องใช้องค์ความรู้ที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะต้องรู้ภาษาอังกฤษ รู้ภาษาจีน รอบรู้ประวัติศาสตร์ และรู้เทคโนโลยีด้วย

ขณะนี้มีหลายประเทศที่รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าไทย ดังนั้นจะมีแรงงานต่างชาติเข้ามาทางานในเมืองไทยอย่างแน่นอน ช่วง 5 ปีต่อจากนี้ไปอาจยังไม่มีผลกระทบทางลบมากนัก แต่นานไปก็น่าเป็นห่วงว่าคนไทยจะไม่มีงานทา หรือโดนแย่งงานจากแรงงานต่างชาติ ใน 4-5 ปีข้างหน้า 10 ประเทศก็จะเหมือน 10 จังหวัด ในการเปิดเสรีทางเงินทุน การค้า การบริการ แต่ข้อเท็จจริงการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือจะต้องมีกฎกติกาตามเงื่อนไขที่ตกลง กัน ในประเด็น 7 สาขาวิชาชีพ ช่างสำรวจ สถาปนิก บัญชี แพทย์ หมอฟัน วิศวกร พยาบาล

เมื่อมีกฎแล้วต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประเทศนั้น ๆ ด้วย เช่น วิศวกร จะไปทางานที่ประเทศสิงคโปร์ ก็ต้องผ่านการสอบของสิงคโปร์ด้วย กลุ่มแรงงานระดับล่างยังไม่ตกลงเพราะเป็นเรื่องใหญ่ แต่อีกกลุ่มวิชาชีพหนึ่งคือ บุคลากรวิชาชีพทางการท่องเที่ยว กาลังอยู่ในขั้นตอนการตกลง มี 9 ประเทศลงนามเรียบร้อยแล้ว แต่ไทยยังไม่ลงนามเพราะติดกรอบทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการทำข้อตกลงกับต่างประเทศต้องได้รับการยินยอมจากรัฐสภา แม้ยังไม่ลงนามก็มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ถ้าไม่ลงนามก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานได้

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ควรจะกล่าวถึงเรื่องของสมรรถนะ ความรู้ความสามารถ (Competency) ในการบริการ การทางานกับเพื่อนร่วมงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรับตัว ความเร็วในการทางาน ความยืดหยุ่นในการทางานเป็นหลัก แต่ต่อไปนี้จะทางานตามหน้าที่ คนมีสมรรถนะคือคนที่ทางานเร็ว เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาสม่ำเสมอ

พ่อแม่ผู้ปกครองควรสนใจในเรื่องนี้และปูแนวทางให้ลูกรัก อย่างถูกหลัก วางแผนชีวิตให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงที่คืบคลานมาอย่างรวดเร็วอย่ากระพริบตา อาจพลาดพลั้งสูญเสียงานสำคัญให้ชาวต่างชาติ และคนไทยเป็นได้เพียงมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ที่ไม่มีทักษะ ไม่มีสมรรถนะ และไม่มีประเทศไหนรับทางานเลยก็ได้ ถามตัวเองว่าลูกหลานเราจะเป็นอันดับที่เท่าไรในตลาดประชาคมอาเซียน

แพทย์และพยาบาลก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นที่สนใจของอาเซียน แม้แต่ในประเทศไทยก็เป็นที่ต้องการมาก สถานประกอบการบางแห่งก็ขาดแคลน พยาบาลโรงงานอุตสาหกรรมเป็นอาชีพหนึ่งที่ขาดแคลน เพราะตามกฏหมายสถานประกอบการหรือโรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีพยาบาลประจำโรงงาน เช่น กรณี ลูกจ้าง 200-999 คน ต้องจ้างพยาบบาลจำนวน 1 คนตลอด 8 ชั่วโมง และเพิ่มทุก 1000 ขึ้น ต่อพยาบาล 1 คน เป็นต้น

ที่มา : http://www.jsfutureclassroom.com/news_detail.php?nid=169

Advertisements

About mansuang1978

Damrongratsongkroh School, Chiang Rai, Thailanad

Posted on กันยายน 17, 2013, in บทความ. Bookmark the permalink. ปิดความเห็น บน บทความ เรื่อง เรียนจบแล้วมีงานทำ หรือ เรียนจบแล้วหางานทำ.

การแสดงความเห็นถูกปิด

%d bloggers like this: