Monthly Archives: มีนาคม 2014

บทความ เรื่อง จรรยาบรรณผู้บริหารสถานศึกษา


จรรยาบรรณผู้บริหารสถานศึกษา 9 ประการ

จรรยาบรรณต่อตนเอง
1. ผู้บริหารสถานศึกษา  ต้องมีวินัยในตนเอง  พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ  บุคลิกภาพ  และวิสัยทัศน์  ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ  เศรษฐกิจ  สังคม  และการเมืองอยู่เสมอ

จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
2. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ

จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
3. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก  เมตตา  เอาใจใส่  ช่วยเหลือ  ส่งเสริม  ให้กำลังใจแก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า
4. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้  ทักษะ  และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
5. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี  ทั้งทางกาย  วาจา  และจิตใจ
6. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย  สติปัญญา จิตใจ  อารมณ์  และสังคมของศิษย์และผู้รับบริการ
7. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค  โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
8. ผู้บริหารสถานศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ

จรรยาบรรณต่อสังคม
9. ผู้บริหารสถานศึกษา  พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ  สังคม  ศาสนา  ศิลปวัฒนธรรม  ภูมิปัญญา  สิ่งแวดล้อม  รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่มา : http://www.ksp.or.th/ksp2013/content/view.php?mid=136&did=255&tid=3&pid=6

บทความ เรื่อง จรรยาบรรณครู


จรรยาบรรณครู 9 ประการ

จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
1. ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า
2. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัย ที่ถูกต้องดีงาม ให้เกิดแก่ศิษย์ อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
3. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
4. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์
5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามปกติ และไม่ใช้ให้ศิษย์กระทำการใดๆ อันเป็นการหาผลประโยชน์ ให้แก่ตนโดยมิชอบ

จรรยาบรรณต่อตนเอง
6. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งทางด้านวิชาชีพด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทาง วิทยาการ เศรษฐกิจสังคมและการเมืองอยู่เสมอ

จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบอาชีพ
7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครูและเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์กรวิชาชีพครู จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ

จรรยาบรรณต่อสังคม
9. ครูพึงประพฤติ ปฏิบัติตน เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ และพัฒนาภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย

ที่มา : http://www.ksp.or.th/ksp2013/content/view.php?mid=136&did=255&tid=3&pid=6

บทความ เรื่อง “ขี้ขลาดกับหวาดกลัว”


กบในกลา

บทความนี้เขียนขึ้นเนื่องจากที่กระผมได้เข้าร่วมงานใหญ่ระดับประเทศครับ ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรง คือ ความ “หวาดกลัว” นั้นเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอ มีจริตที่ไม่เข้มแข็ง กลัวผู้อื่นชนะตัวเอง ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่กล้าเผชิญความจริง ใช้เส้นสายในการชิงดีชิงเด่น เพื่อประโยชน์ส่วนตน สร้างเรื่องราวให้ร้ายผู้อื่นหลากหลายวิธี ทำให้คนอื่นเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม เสียทั้งชื่อเสียงของบุคคลและองค์กร เช่น การประกวดแข่งขันต่างๆ ที่ผลการแข่งขันมีประโยชน์กับครูผู้ฝึกสอนในการยื่นขอมีวิทยฐานะที่สูงขึ้น หรือการพิจารณาความดีความชอบ ทำให้สนามการประกวดแข่งขัน มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน โดยลืมจรรยาบรรณครูและความเป็นมนุษย์ “หวาดกลัว” ว่าผู้อื่นจะชนะตนเอง จนไม่เคารพในคำตัดสินของคณะกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ กลายเป็นคน “ขี้ขลาด” สร้างเรื่องราวลงใน “บัตรสนเท่ห์” กล่าวหาว่าคนอื่นลอกผลงานตนเอง เป็นสิ่งที่น่าอับอายมาก ไม่กล้าที่จะใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง พยายามยื่นดาบให้ผู้อื่นเป็นฆาตกรทำร้ายมิตรภาพที่ดี แล้วผู้ที่รับดาบไว้ไม่ได้รู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร ฟังความเพียงข้างเดียวเนื่องจากหลงในอวิชชา และผู้ที่ยื่นดาบให้นั้นเป็นคน “ขี้ขลาด” ตาขาว ไม่มีใจนักเลง บางครั้งใช้ Social Media ประเภท Facebook , Twitter ให้ร้ายผู้อื่น นี่แหละครับสังคมไทย หากข้าราชการครูคิดกันได้เพียงเท่านี้มากกว่าการส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่เป็นวิทยาทาน เพื่อการพัฒนาการศึกษาต่อยอดความคิดมากกว่าการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน บิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายที่ถูกใส่ร้ายมิได้ตอบโต้ เช่นเดี่ยวกับองคุลีมาร ที่ต้องการลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า เพราะความเชื่อในอวิชชา วิ่งไล่กวดพระองค์แล้วตะโกนว่า “หยุดนะ” พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เราหยุดแล้ว  แต่เจ้าสิยังไม่หยุด” นั่นหมายถึง ความหลงเชื่อที่ผิดในอวิชชา ทำให้โง่เขลาเบาปัญญา และเกิดความ “หวาดกลัว” ทำให้เป็นคน “ขี้ขลาด” เหมือนกบในกะลา ไม่ยอมรับความจริง ทำให้ความจริงกลับมาทำร้ายตนเองในภายหลังได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แพ้ภ้ยตนเอง” คนประเภทนี้ในอนาคตจะเป็นใหญ่เป็นโตไม่ได้ ดังนั้น จึงขอเตือนผู้ใหญ่ที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จะเป็นการสร้างนิสัยอิจฉาริษยา ซึมซับไปสู่นักเรียน หรือผู้ใกล้ชิดได้ “ตัวอย่างที่ไม่ดีในสังคมย่อมสร้างค่านิยมที่ให้โทษ” จงหันกลับมาส่องกระจกดูตัวเองก่อนเถิด ตั้งแต่หัวจรดเท้า ว่าตนเองมีตรงไหนที่บกพร่องบ้าง และเคยบกพร่องหรือไม่? เคยให้อภัยตนเอง ก็จงให้อภัยผู้อื่นด้วย จงมองทุกสิ่งเหมือนเหรียญที่ไม่ได้มีเพียงสองด้าน แต่มีขอบเหรียญด้วย จงพิจารณาให้แยบคาย แล้วจะเข้าใจโลกอย่างแท้จริง เช่นนี้แล้วเป็นครูจะสอนเด็กให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีสุขได้อย่างไร? หากใจครูคิดไม่ดี ไม่เก่ง และไม่สุข “ผู้ที่มีเกียรติ คือผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น” “วาสนามีไว้ให้แก้ไข ไม่ได้มีไว้แข่งขัน” อนิจจัง