บทความ เรื่อง “ขี้ขลาดกับหวาดกลัว”


กบในกลา

บทความนี้เขียนขึ้นเนื่องจากที่กระผมได้เข้าร่วมงานใหญ่ระดับประเทศครับ ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรง คือ ความ “หวาดกลัว” นั้นเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอ มีจริตที่ไม่เข้มแข็ง กลัวผู้อื่นชนะตัวเอง ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่กล้าเผชิญความจริง ใช้เส้นสายในการชิงดีชิงเด่น เพื่อประโยชน์ส่วนตน สร้างเรื่องราวให้ร้ายผู้อื่นหลากหลายวิธี ทำให้คนอื่นเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม เสียทั้งชื่อเสียงของบุคคลและองค์กร เช่น การประกวดแข่งขันต่างๆ ที่ผลการแข่งขันมีประโยชน์กับครูผู้ฝึกสอนในการยื่นขอมีวิทยฐานะที่สูงขึ้น หรือการพิจารณาความดีความชอบ ทำให้สนามการประกวดแข่งขัน มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน โดยลืมจรรยาบรรณครูและความเป็นมนุษย์ “หวาดกลัว” ว่าผู้อื่นจะชนะตนเอง จนไม่เคารพในคำตัดสินของคณะกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ กลายเป็นคน “ขี้ขลาด” สร้างเรื่องราวลงใน “บัตรสนเท่ห์” กล่าวหาว่าคนอื่นลอกผลงานตนเอง เป็นสิ่งที่น่าอับอายมาก ไม่กล้าที่จะใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง พยายามยื่นดาบให้ผู้อื่นเป็นฆาตกรทำร้ายมิตรภาพที่ดี แล้วผู้ที่รับดาบไว้ไม่ได้รู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร ฟังความเพียงข้างเดียวเนื่องจากหลงในอวิชชา และผู้ที่ยื่นดาบให้นั้นเป็นคน “ขี้ขลาด” ตาขาว ไม่มีใจนักเลง บางครั้งใช้ Social Media ประเภท Facebook , Twitter ให้ร้ายผู้อื่น นี่แหละครับสังคมไทย หากข้าราชการครูคิดกันได้เพียงเท่านี้มากกว่าการส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่เป็นวิทยาทาน เพื่อการพัฒนาการศึกษาต่อยอดความคิดมากกว่าการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน บิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายที่ถูกใส่ร้ายมิได้ตอบโต้ เช่นเดี่ยวกับองคุลีมาร ที่ต้องการลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า เพราะความเชื่อในอวิชชา วิ่งไล่กวดพระองค์แล้วตะโกนว่า “หยุดนะ” พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เราหยุดแล้ว  แต่เจ้าสิยังไม่หยุด” นั่นหมายถึง ความหลงเชื่อที่ผิดในอวิชชา ทำให้โง่เขลาเบาปัญญา และเกิดความ “หวาดกลัว” ทำให้เป็นคน “ขี้ขลาด” เหมือนกบในกะลา ไม่ยอมรับความจริง ทำให้ความจริงกลับมาทำร้ายตนเองในภายหลังได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แพ้ภ้ยตนเอง” คนประเภทนี้ในอนาคตจะเป็นใหญ่เป็นโตไม่ได้ ดังนั้น จึงขอเตือนผู้ใหญ่ที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จะเป็นการสร้างนิสัยอิจฉาริษยา ซึมซับไปสู่นักเรียน หรือผู้ใกล้ชิดได้ “ตัวอย่างที่ไม่ดีในสังคมย่อมสร้างค่านิยมที่ให้โทษ” จงหันกลับมาส่องกระจกดูตัวเองก่อนเถิด ตั้งแต่หัวจรดเท้า ว่าตนเองมีตรงไหนที่บกพร่องบ้าง และเคยบกพร่องหรือไม่? เคยให้อภัยตนเอง ก็จงให้อภัยผู้อื่นด้วย จงมองทุกสิ่งเหมือนเหรียญที่ไม่ได้มีเพียงสองด้าน แต่มีขอบเหรียญด้วย จงพิจารณาให้แยบคาย แล้วจะเข้าใจโลกอย่างแท้จริง เช่นนี้แล้วเป็นครูจะสอนเด็กให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีสุขได้อย่างไร? หากใจครูคิดไม่ดี ไม่เก่ง และไม่สุข “ผู้ที่มีเกียรติ คือผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น” “วาสนามีไว้ให้แก้ไข ไม่ได้มีไว้แข่งขัน” อนิจจัง

Advertisements

About mansuang1978

Damrongratsongkroh School, Chiang Rai, Thailanad

Posted on มีนาคม 3, 2014, in บทความ, ปรัชญา. Bookmark the permalink. ปิดความเห็น บน บทความ เรื่อง “ขี้ขลาดกับหวาดกลัว”.

การแสดงความเห็นถูกปิด

%d bloggers like this: