Category Archives: การบริหารสถานศึกษา

บทความ เรื่อง จรรยาบรรณผู้บริหารสถานศึกษา


จรรยาบรรณผู้บริหารสถานศึกษา 9 ประการ

จรรยาบรรณต่อตนเอง
1. ผู้บริหารสถานศึกษา  ต้องมีวินัยในตนเอง  พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ  บุคลิกภาพ  และวิสัยทัศน์  ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ  เศรษฐกิจ  สังคม  และการเมืองอยู่เสมอ

จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
2. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ

จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
3. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก  เมตตา  เอาใจใส่  ช่วยเหลือ  ส่งเสริม  ให้กำลังใจแก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า
4. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้  ทักษะ  และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
5. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี  ทั้งทางกาย  วาจา  และจิตใจ
6. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย  สติปัญญา จิตใจ  อารมณ์  และสังคมของศิษย์และผู้รับบริการ
7. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค  โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
8. ผู้บริหารสถานศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ

จรรยาบรรณต่อสังคม
9. ผู้บริหารสถานศึกษา  พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ  สังคม  ศาสนา  ศิลปวัฒนธรรม  ภูมิปัญญา  สิ่งแวดล้อม  รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่มา : http://www.ksp.or.th/ksp2013/content/view.php?mid=136&did=255&tid=3&pid=6

Advertisements

บทความ เรื่อง จรรยาบรรณครู


จรรยาบรรณครู 9 ประการ

จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
1. ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า
2. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัย ที่ถูกต้องดีงาม ให้เกิดแก่ศิษย์ อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
3. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
4. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์
5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามปกติ และไม่ใช้ให้ศิษย์กระทำการใดๆ อันเป็นการหาผลประโยชน์ ให้แก่ตนโดยมิชอบ

จรรยาบรรณต่อตนเอง
6. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งทางด้านวิชาชีพด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทาง วิทยาการ เศรษฐกิจสังคมและการเมืองอยู่เสมอ

จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบอาชีพ
7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครูและเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์กรวิชาชีพครู จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ

จรรยาบรรณต่อสังคม
9. ครูพึงประพฤติ ปฏิบัติตน เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ และพัฒนาภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย

ที่มา : http://www.ksp.or.th/ksp2013/content/view.php?mid=136&did=255&tid=3&pid=6

บทความ เรื่อง หลักปฏิบัติในการที่จะรับ “บัตรสนเท่ห์” ไว้พิจารณา ตามมติคณะรัฐมนตรี


บทความ เรื่อง การบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา


tcfct_conflict_management-300x300
ภาพจากอินเทอร์เน็ต

ความขัดแย้งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อบุคคลมีเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน และความแตกต่างเหล่านี้จะก่อให้เกิดเป็นความขัดแย้งต่อมาภายหลัง  ความขัดแย้งในสังคมมีตั้งแต่หน่วยเล็กคือครอบครัว หน่วยงาน ระดับประเทศ ไปจนถึงระดับระหว่างประเทศความขัดแย้งในสังคมหรือองค์กรนั้นเป็นสิ่งที่ต้องมีในสังคมและองค์กรที่บริหารงานในระบอบประชาธิปไตย ความขัดแย้งในด้านความคิดก่อให้เกิดความเจริญกับองค์กรและประเทศชาติอย่างมาก ความขัดแย้งเมื่อถึงจุดสรุปก็จะนำไปสู่ความสร้างสรรค์ให้กับองค์กรได้อย่างเหลือเชื่อ ความขัดแย้งในสถานศึกษาก็เช่นกัน ย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้ ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาต้องทำความเข้าใจกับสาเหตุของความขัดแย้งพอสังเขปได้  6  ประการ ดังนี้
1.  ความไม่พอเพียงของทรัพยากรทางการศึกษา  ทำให้เกิดการแข่งขัน  แย่งชิง  เพื่อให้ตนเองสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย  จนบางครั้งละเลยความรู้สึกและความสัมพันธ์ของทีมงานและเพื่อนร่วมงาน
2.  ลักษณะของงานที่ต้องพึ่งพากัน  ถ้าหน่วยงานหรือบุคคลกลุ่มใดมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันความขัดแย้งก็จะมีความแปรผันและรุนแรงมากขึ้น
3.  การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน  การสื่อสารที่ดีจะต้องยึดหลัก  “4Cs”  คือ
–  Correct  เนื้อหาต้องถูกต้อง  เป็นจริง ไม่ปิดบังซ่อนเร้น
–  Clear  ต้องมีความชัดเจน ผู้รับข้อมูลจะต้องเข้าใจสิ่งที่ผู้ให้ข้อมูลต้องการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง
–  Concise  ข้อมูลต้องกระชับ  ไม่เยิ่นเย้อ  เน้นประเด็นสำคัญของเนื้อหาที่ต้องการสื่อสาร
–  Complete  เนื้อหาจะต้องมีความสมบูรณ์  ไม่ตกหล่นสาระที่มีความสำคัญต่อการสื่อสารในครั้งนั้น ๆ
4.  ความคลุมเครือในเรื่องขอบเขตของงานในแต่ละด้านและหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง  ได้แก่  ความไม่ชัดเจนในเรื่องการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละคน  ความไม่ชัดเจนของขั้นตอนการทำงาน และความซ้ำซ้อนของการมอบหมายงานของผู้บริหารสถานศึกษา
5.  คุณลักษณะของแต่ละบุคคล  เนื่องจากแต่ละบุคคลมีความคิด  ความคาดหวัง  ความเชื่อ  ค่านิยม  ประเพณี  การอบรมเลี้ยงดู  การศึกษา  ประสบการณ์  ความฝังใจ  ที่แตกต่างกัน
6.  บทบาทและหน้าที่  เนื่องจากแต่ละท่านได้รับบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไปในสถานการณ์นั้น ๆ นอกจากนี้  ภารกิจและเป้าหมายที่ได้รับก็แตกต่างกันไป  ดังนั้น  แนวคิด หลักคิดและบทบาทของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน  จึงเป็นเหตุของความขัดแย้งได้อย่างเป็นอย่างดี
ผู้บริหารต้องมีหลักการสำคัญเกี่ยวกับการบริหารความขัดแย้ง คือ การวิเคราะห์สถานการณ์ การเจรจา การกระจายความเป็นธรรม และการใช้อำนาจ และวิธีจัดการกับความขัดแย้งสามารถทำได้หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หรือสไตล์ในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีการร่วมมือกัน (Collaboration)  ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับแก้ไขความขัดแย้งเพราะทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันคิด เป็นวิธีการที่รักษาความสัมพันธ์และความเป็นมิตรระหว่างสองฝ่ายไว้ได้โดยไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งแพ้ ผลการแก้ไขความขัดแย้งจะออกมาในลักษณะ Win – Win เหตุการณ์ที่ขัดแย้งจะได้รับการแก้ไขโดยยึดหลักผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งในการแก้ไขทั้งสองฝ่ายจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและเชื่อถือได้ มุ่งแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ วิธีการนี้จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดและเป็นรากฐานการเจรจาต่อรองการใช้กลยุทธ์ในการให้ความร่วมมือจะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุด เป็นวิธีการจัดการความขัดแย้งที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างมีความพอใจในผลที่ได้รับจากการแก้ปัญหา และทั้งสองฝ่ายต่างให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ซึ่งค่อนข้างเป็นกลยุทธ์ที่เป็นอุดมคติ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างเห็นว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งจะทำให้เกิดการชนะทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้แต่ละฝ่ายจะต้องรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งที่ไม่รุนแรง แต่การแก้ปัญหาโดยวิธีนี้จะมีการใช้ระยะเวลาพอสมควร ดังนั้นผู้บริหารต้องใช้ทักษะด้านการบริหารสถานศึกษาขั้นสูง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวให้ภารกิจของสถานศึกษาดำเนินไปอย่างราบรื่นตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่มุ่งให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

อ้างอิง : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=486613

บทความ เรื่อง กลยุทธ์การบริหารจัดการสถานศึกษาให้เข้าสู่ประชาคมอาเซียน


AEC
ภาพจากอินเทอร์เน็ต

การรวมตัวของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นประชาคมอาเซียน สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองกับประชาคมอื่นๆ ในโลกมากขึ้น อันจะนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องกำหนดกลยุทธ์เพื่อให้สถานศึกษาเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้ ดังต่อไปนี้

กลยุทธ์ที่ 1 พัฒนาองค์กรให้พร้อมบริการ
1. พัฒนาภูมิทัศน์ของโรงเรียน มีการบริหารจัดการด้านอาคารสถานที่ให้สะอาด ร่มรื่น สวยงามปลอดภัย มีกิจกรรมด้านการจัดสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติงาน นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข และเป็นองค์กรพร้อมให้บริการ
2. สำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ สถานศึกษาต้องเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และระบบเครือข่ายในการบริหารจัดการด้านเอกสาร การติดต่อสื่อสาร การตรวจสอบ และรายงานผลข้อมูลระหว่างสถานศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานภายในสถานศึกษา เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงานสามารถปฏิบัติงานได้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย อย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ
3. การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง จัดหา สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ที่เกี่ยวกับการดำเนินการด้านการศึกษา การจัดการเรียนการสอน โดยดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้  ได้สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ที่มีคุณภาพ ใช้ในการจัดการศึกษา ส่งผลต่อครูและนักเรียน

กลยุทธ์ที่ 2  พัฒนาวิชาการเพื่อการเรียนรู้
1. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ ICT หมายถึง การบริการการใช้ข้อมูล การศึกษาค้นคว้า จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การสืบค้นข้อมูล การจัดทำข้อมูล การสร้างแหล่งเรียนรู้จากอินเตอร์เน็ต โดยเน้นการใช้ e-Learning ซึ่งเป็นกระบวนการและการใช้ประโยชน์จากการเรียน การสอนผ่านเว็บคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เสมือนห้องเรียน และการเรียนรู้ด้วยเครื่องมือดิจิตอลต่างๆ รวมถึงการเรียนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ระบบอินทราเน็ต ระบบเครือข่าย การเรียนด้วยระบบเสียง ระบบภาพ ระบบดาวเทียม ระบบโทรทัศน์ และซีดีรอม
2. พัฒนากระบวนการคิด โดยการพัฒนาครูให้มีทักษะกระบวนการคิด เป็นการสร้างเสริมให้เกิด การปฏิบัติงานที่เป็นระบบ สร้างสรรค์ และมีคุณภาพเกิดผลดีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลให้ผู้เรียน มีทักษะ กระบวนการคิด ตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน
3. พัฒนาการอ่าน การเขียน  สถานศึกษาต้องพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้  การอ่านคล่อง เขียนคล่องและการอ่านเป็น เขียนเป็น ซึ่งผู้บริหาร ครูผู้สอนทุกคนของโรงเรียน ร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน จัดกิจกรรมสร้างนิสัยรักการอ่าน รวมทั้งการแก้ปัญหา และพัฒนาผู้เรียนให้อ่านออก เขียนได้ อ่านคล่อง เขียนคล่อง  ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง จนผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การอ่านเป็น เขียนเป็น ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นภาษาที่สอง และส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ภาษาเพื่อนบ้านในกลุ่มสมาชิกประชาคมอาเซียนอย่างน้อยอีกหนึ่งภาษา
4. ห้องเรียนคุณภาพ สถานศึกษาต้องขับเคลื่อนการบริหารและการจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School  Base Management : SBM)  ตามแนวทางโรงเรียนผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับการกระจายอำนาจประกอบด้วย  5  ด้าน คือ ด้านการนำการเปลี่ยนแปลง ด้านหลักสูตร  ด้านการวิจัยในชั้นเรียนและการวางแผนพัฒนาตนเอง ( ID Plan ) ด้านการใช้  ICT ด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และด้านการส่งเสริมอาชีพอิสระ เพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน (โรงเรียน / อาชีพ) Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง หลักธรรมาภิบาลในการบริหารสถานศึกษา


bonne_gouvernance_etat_droit_justiceภาพจากอินเทอร์เน็ต

การบริหารที่ดี มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลนั้นจะขาดเสียมิได้คือการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาล คือ คุณธรรมของนักปกครองนักบริหารที่ดี (Good Governance) ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีวิธีการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลที่เป็นกฏหมายเพื่อใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษาให้บรรลุเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมีนัยดังต่อไปนี้
1. หลักนิติธรรม ผู้บริหารจะต้องยึดหลักความถูกต้อง คือ มีการพิจารณาวินิจฉัยปัญหา การทำการตัดสินใจ (Decision Making) และสั่งการ (Command) ด้วยความถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง และกฎระเบียบข้อบังคับ ระเบียบ วินัยข้าราชการ และจรรยาบรรณครู ซึ่งเป็นข้อบังคับภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน ให้ถูกต้องตามหลักศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของสังคม ถูกต้อง ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือ และถูกต้องตรงประเด็นตามหลักวิชา และได้รับความพึงพอใจ จากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในระบบงานของสถานศึกษาทั้ง 4 งาน อันได้แก่ งานบริหารวิชาการ งานบริหารงบประมาณ งานบริหารบุคคล และงานบริหารทั่วไป
2. หลักคุณธรรม ผู้บริหารจะต้องยึดหลักความเหมาะสม คือ รู้จักคิด พูด ทำ กิจการงาน และปฏิบัติงานได้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ บุคคล สังคม และสถานการณ์ ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 และหลักความยุติธรรม คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ และปฏิบัติต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ด้วยความชอบธรรม บนพื้นฐานแห่งหลักธรรม หลักการ เหตุผล และข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และตรงประเด็น และด้วยความเที่ยงธรรม คือ ไม่อคติ หรือลำเอียงด้วยความหลงรัก หลงชัง ด้วยความกลัวเกรง และด้วยความหลง ไม่รู้จริง คือขาดข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ และสมบูรณ์ เป็นเครื่องประกอบการวินิจฉัย ตัดสินใจ ให้ความเที่ยงธรรม
3. หลักความโปร่งใส ผู้บริหารจะต้องยึดหลักความบริสุทธิ์ คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ กระทำกิจการงาน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ คือ ด้วยเจตนา ความคิดอ่าน ที่บริสุทธิ์ โปร่งใส ใช้ระบบาสารสนเทศสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา โดยใช้หลักการ PDCA ในระบบงานของสถานศึกษาทั้ง 4 งาน
4. หลักการมีส่วนร่วม ผู้บริหารจะต้องให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัดการศึกษา ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดทั้งชุมชนมีส่วนร่วมดำเนินการจัดการศึกษาในโครงการและกิจกรรมของสถานศึกษาที่จัดขึ้นตลอดปีการศึกษา ในรูปแบบของคณะกรรมการ
5. หลักความรับผิดชอบ ผู้บริหารจะต้องให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการศึกษาได้ตะหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันในผลของการจัดการศึกษาที่มีผลผลิตคือตัวผู้เรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่แตกต่างกัน
6. หลักความคุ้มค่า ผู้บริหารจะต้องใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินการกับทรัพยากรทางการศึกษาอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้หลักการ PDCA เข้ามาตรวจสอบคุณภาพของระบบงานทั้ง 4 งานอย่างครบถ้วน
หากผู้บริหารสถานศึกษาได้ใช้หลัก “ธรรมาภิบาล” นี้ ในการบริหารจัดการสถานศึกษา และกระจายเป็นข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พึงใช้ประกอบในการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล ให้บรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาแล้วนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ส่วนรวมได้เป็นอย่างดีและยั่งยืนตลอดไป

บทความ เรื่อง หลักการบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล


MugEfficiencyEffectivenessภาพจากอินเทอร์เน็ต

ผู้บริหารโรงเรียนนั้น ในการบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลนั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะภาวะผู้นำที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการศึกษาให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จากระบบงานของสถานศึกษาทั้ง 4 งาน อันได้แก่ งานบริหารวิชาการ งานบริหารงบประมาณ งานบริหารบุคคล และงานบริหารทั่วไป โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีทางการบริหารของตามแนวคิดของปราชญ์ 3 ทฤษฎี ดังต่อไปนี้

1. การบริหารที่มุ่งผลสัมฤทธิ์โดยใช้ทฤษฎีลำดับความต้องการ ของอับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) เป็นการบริหารที่มีเป้าหมายชัดเจนด้วยการเข้าถึงควรต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชน ล้วนแล้วแต่มีความคาดหวังต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษาแต่ละแห่ง ซึ่งเป็นลำดับความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารสถานต้องเข้าใจทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการเป็นอย่างดี โดยสมติฐานพฤติกรรมของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสถานศึกษาไว้ 3 ประการ ได้แก่
ประการที่ 1 คนมีความต้องการ ไม่มีที่สิ้นสุด
ประการที่ 2 ความต้องการของคนจะถูกเรียงลำดับความสำคัญ
ประการที่ 3 คนที่จะก้าวไปสู่ความต้องการระดับต่อไป เมื่อความต้องการในระดับต่ำลงมาได้รับการตอบสนองอย่างดีแล้วเท่านั้น
อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) ได้แบ่งลำดับความต้องการของมนุษย์ไว้ 5 ลำดับ ดังนี้
ลำดับที่่ 1 ความต้องการทางกาย
ลำดับที่ 2 ความต้องการความปลอดภัย
ลำดับที่ 3 ความต้องการการยอมรับในสังคม
ลำดับที่ 4 ความต้องการมีเกียรติยศชื่อเสียง
ลำดับที่ 5 ความต้องการความสำเร็จในชีวิต
การบริหารที่มุ่งผลสัมฤทธิ์โดยใช้ทฤษฎีลำดับความต้องการนั้นต้องมีการตอบสนองให้คนได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยผู้บริหารต้องมีกุศโลบายที่แนบเนียนและแยบยลพอสมควรที่จะทำให้คนได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มศักยาภาพ เพื่อให้สถานศึกษามีผลสัมฤทธิ์ที่ดี่เยี่ยม ซึ่งมีแนวทางการดำเนินการประยุกต์ใช้ดังนี้
1.1   มุ่งผลสัมฤทธิ์จากการตอบสนองความต้องการทางกาย การสนองตอบความต้องการทางกายนั้น ซึ่งจะดำเนินการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในสถานศึกษาให้น่าอยู่ สร้างบรรยาศที่เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา ปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น สร้างสวนย่อมในที่ที่เหมาะสม ทำสนามฟุตบอลให้น่าเล่น พัฒนาสถานที่พักผ่อนให้ผู้เรียนและครูได้มีโอกาสได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพิ่มเติมจากในห้องเรียน จัดสถานที่รับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาดถูกสุขอนามัย จัดห้องพักครูที่มีมุมคลายเครียด มีน้ำดื่ม น้ำชา กาแฟ ไว้บริการสำหรับครูและผู้มาติดต่อราชการอย่างเพียงพอ จัดมุมความรู้ทุกที่ในโรงเรียนส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของผู้เรียนและครู ปรับปรุงห้องน้ำของผู้เรียนและครูให้เพียงพอ สะอาดถูกสุขลักษณะ จัดให้มีห้องพยาบาลสำหรับผู้เรียนและครู จัดให้มีสื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับการเรียนรู้โลกไร้พรมแดนที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้เรียน ครู และผู้มาใช้บริการอย่างเพียงพอ
1.2   มุ่งผลสัมฤทธิ์จากการตอบสนองความต้องการความปลอดภัย สิ่งสำคัญที่จะให้สถานศึกษาน่าอยู่คือการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่ให้มั่นคงแข็งแรงปลอดภัยอยู่เสมอ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตรวจสอบสายไฟฟ้าภายในสถานศึกษา จัดให้มีถึงดับเพลิงไว้หลายๆ จุด พร้อมทั้งตรวจสภาพถังดับเพลิงให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา จัดให้มีที่จอดรถสำหรับครู และนักเรียน ตลอดจนผู้ที่มาติดต่อราชการ ปรับปรุงบ้านพักครูให้น่าอยู่และปลอดภัย จัดให้มียามรักษาการณ์ภายสถานศึกษาทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ติดต้องวงจรปิดภายในสถานศึกษาเพื่อป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้น สร้างรั้วรอบโรงเรียน ติดไฟส่องสว่างในเวลากลางคืนให้คุ้มค่าและปลอดภัย มีการทำประกันภัยหมู่สำหรับผู้เรียน และครูทุกคน จัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับครูและนักเรียน
1.3   มุ่งผลสัมฤทธิ์จากการตอบสนองความต้องการการยอมรับในสังคม จัดให้มีกิจกรรมสานสัมพันธ์ของคณะครู ผู้บริหาร นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน เช่น กิจกรรมกีฬาสีสัมพันธ์ ร่วมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของท้องถิ่น เป็นต้น ส่งเสริมให้ครูได้ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน หรือต่างหน่วยงาน โดยการเป็นวิทยากร ส่งเสริมสนับสนุนผู้เรียนให้เข้าร่วมแข่งขันทักษะความสามารถต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทักษะทางวิชาการ กีฬา ดนตรี หรือความสามารถพิเศษอื่นใดในระดับโรงเรียน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับภาค ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ อีกทั้งสร้างวัฒนธรรมการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสถานศึกษา เช่น การเยี่ยมบ้านผู้เรียน การเยี่ยมเยียนเมื่อเจ็บป่วย การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต่างๆ เป็นต้น สร้างวัฒนธรรมการมีสัมมาคารวะ กาลเทศะ
1.4   มุ่งผลสัมฤทธิ์จากการตอบสนองความต้องการมีเกียรติยศชื่อเสียง ส่งเสริมให้ครูได้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ความสามารถของตนเอง ส่งเสริมสนับสนุนผู้เรียนให้เข้าร่วมแข่งขันทักษะความสามารถต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทักษะทางวิชาการ กีฬา ดนตรี หรือความสามารถพิเศษอื่นใดในระดับโรงเรียน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับภาค ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ พร้อมทั้งมีเวทีสำหรับการยกย่องชมเชยความดีงานของครูและผู้เรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ส่งเสริมให้ครูขอและมีวิทยฐานะที่สูงขึ้น พิจารณาความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษสำหรับครูผู้มีผลงานที่สร้างเกียรติชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและครูผู้เสียสละทุ่มเทประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเพื่อนครูและผู้เรียน
1.5   มุ่งผลสัมฤทธิ์จากการตอบสนองความต้องการความสำเร็จในชีวิต ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนต่อระดับที่สูงขึ้นให้ครบทุกคน ส่งเสริมให้ครูขอและมีวิทยฐานะที่สูงขึ้น สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่น่าอยู่อย่างมีความสุข มีการให้ความรู้สำหรับครูก่อนวัยเกษียณ มีการแนะแนวทางการศึกษาต่อสำหรับผู้เรียน มีทุนการศึกษาให้ผู้เรียนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมและมีความประพฤติดี

เมื่อสนองความต้องการให้กับคนได้อย่างครบถ้วนแล้วพวกเขาก็จะดึงศักยภาพของตนเองออกมาแสดงอย่างเต็มที่ การบริหารที่มุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นก็จะเป็นมรรคเป็นผลอย่างแท้จริงและยั่งยืนสืบไปอย่างแน่นอน แต่ผู้บริหารอย่าลืมไปว่า “ความต้องการของคนไม่มีที่สิ้นสุด” Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง สัปปุริสธรรมกับการบริหารสถานศึกษา


416590_473661369325331_399626831_o

จากบทความการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน วันนี้ผมขอนำเสนอธรรมะสำหรับการบริหารสถานศึกษา คือ สัปปุริสธรรม 7 หมายถึง ธรรมที่ทำให้คนเป็นสัตบุรุษ หรือ เป็นคนดี มีคุณธรรม เป็นคนเก่ง เหมาะสำหรับเป็นธรรมะของผู้บริหารสถานศึกษาทุกระดับ ซึ่งมีด้วยกัน 7 ประการ ดังนี้ 

1.ธัมมัญญุตา คือ เป็นผู็รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น เห็นเหตุการณ์อะไรก็ตามแต่ก็จะรู้ได้ว่าเกิดจากเหตุอะไรเช่น ทำไมฝนจึงตก สาเหตุมาจากอะไร และผลจะเป็นอย่างไร  รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุแบบนี้ จึงจะให้เกิดผลที่ต้องการนั้นๆ เป็นต้น การเป็นผู้บริหารสถานศึกษานั้นต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงเหตุปัจจัยจากทฤษฎี หลักการ กฏหมาย และนโยบาย ของการจัดการศึกษาเป็นอย่างดี และต้องเข้าใจธรรมชาติ
2.อัตถัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักผล คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ คือ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดประโยชน์เกิดผลได้จริง ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรู้จักผลของการจัดการศึกษา ผลผลิตของการจัดการศึกษาคือผู้เรียน ผลของการใช้อำนาจทางการบริหารคือความรู้สึก ความประพฤติ ความพึงพอใจ ความสุข ความทุกข์ ของผู้ใตับังคับบัญชา
3.อัตตัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักตน คือ รู้จักตัวตนของเราเอง ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลังความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม สามารถประเมินตนเองได้ในหลักธรรม ดังนี้ ศรัทธา(ชอบ ถนัด รักในงานอะไร), ศีล(วินัย), สุตะ(ความรู้), จาคะ(ความเสียสละ), ปัญญา(กระบวนการในการพัฒนาความรู้ที่มีอยู่) เป็นต้น แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป ผู้นำต้องรู้จักตนเองเป็นอย่างดี ก่อนจะมาเป็นผู้บริหารสถานศึกษานั่นคือครูผู้รู้จักตนว่า 1. มีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา 2. มีวุฒิทางการบริหารการศึกษา/ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางการบริหารการศึกษา 3. มีวุฒิ/ความรู้และความเข้าใจทางด้านหลักสูตรและการสอน 4. มีความรู้และความเข้าใจทางด้าน ICT อย่างดีเยี่ยม 5. มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถสื่อสารแบบสากลได้ 6. มีความรู้ทางด้านกฎหมายไทยและกฎหมายสากล (รัฐศาสตร์/นิติศาสตร์/รัฐประสานศาสตร์) และ 7. มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ พร้อมสำหรับการเป็นผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน หากได้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาแล้วต้องรู้จักประเมินได้ว่าบริบทของสถานศึกษาที่ตนเองบริหารจัดการอยู่นั้นมีศักยภาพมากน้อยเพียงใดทั้ง ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านบริหารงานทั่วไป พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ไปสู่มาตฐานสากลต่อไป
4.มัตตัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ กษัตริย์รู้จักประมาณในการลงทัณฑ์อาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรู้จักประมาณศักยภาพของตนเองในการบริหารจัดการ ประมาณทรัพยากรทางการศึกษาที่มีอย่างจำกัด ประมาณศักยภาพของสถานศึกษา ประมาณวัตถุดิบที่มีคือตัวผู้เรียน ประมาณภาระงานที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ประมาณการรับงานนอกจนเกินความจำเป็น ประมาณการ คือ มีการวางแผนการปฏิบัติงานระยะยาว ระยะปานกลาง และระยะสั้น
5.กาลัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน เช่น แบ่งเวลา ทำให้ถูกจังหวะ ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้านการรักษาเวลา ต้องตรงเวลา หากจะให้ดีต้องก่อนเวลา เพราะผู้บังคับบัญชาต้องรู้ทุกเรื่องก่อนผู้ใตับังคับบัญชา ต้องทันโลก ทันข่าว ทันเทคโนโลยี ทันเวลา
6.ปริสัญญุตา คือ เป็นผู้รู้ชุมชน คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าสิ่งอื่นก็ว่าได้สำหรับผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน คือ การรู้จักและเข้าถึง ชุมชนที่เป็นระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ อย่างไร ทิศทางไหน
7.ปุคคลัญญุตา คือ เป็นผู้รู้จักบุคคล คือ ความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครตึงหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร เป็นต้น สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผู้บังคับบัญชาคือการบังคับบัญชาสั่งการผู้ใตับังคับบัญชา หรือ การบริหารคนนั่นเอง ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรู้จักและเข้าใจถึงความแตกต่างของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างดีเยียม ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการคน ใช้มนุษยสัมพันธ์ที่เป็นกัลยาณมิตร มีรอยยิ้ม คำชม และน้ำใจเป็นโล่ป้องกันตัวเองเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีปิยะวาจาสิทธิ์เป็นอาวุธ

บทความ เรื่อง การเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้บริหารในยุคประชาคมอาเซียน


kid-businessman-

ในวาระครบรอบ 7 ปี ของการสอบบรรจุแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษา จากปี พ.ศ. 2550 ปี พ.ศ. 2552 และปี พ.ศ. 2555 ที่มีการสอบแข่งขันบรรจุผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่มีการบรรจุแต่งตั้งจนหมดบัญชีของผู้ที่สอบขึ้นบันชีไว้ในครั้งนั้น และครั้งล่าสุดมีการสอบในปี พ.ศ. 2555 โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประสบการณ์ และกลุ่มทั่วไป ซึ่งมีการแต่งตั้งจนหมดบัญชีก็ยังไม่เพียงพอในตำแหน่งที่ขาดแคลน แม้ว่าโรงเรียนขนาดเล็กๆ จะถูกยุบหรือรวมโรงเรียนก็ตาม ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 นั้นบัญชีก็จะหมดอายุลง พร้อมทั้งการเกษียณอายุราชการของผู้บริหารในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษาอีกมากมายหลายตำแหน่งนั้นก็จะว่างลง และการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารที่ยากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการเทียบมาตรฐาน การสอบวัดมาตรฐาน การฝึกงานของนิสิต/นักศึกษาในระดับปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษา ที่ทำให้ผู้ที่จะศึกษาต่อในรัะดับปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษามีขั้นตอนที่ยุ่งยากขึ้น และอีกทั้งการเสนอร่างพิจารณาการเกษียณอายุราชการของข้าราชการให้เป็น 65 ปี ถึง 70 ปี ดังนั้นในช่วง 1- 3 ปีนี้ (ปีพ.ศ. 2557-2560) ผู้ที่มีโอกาสในการศึกษาต่อในสาขาการบริหารการศึกษาไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยไหนก็ตาม(ขอให้แค่ ก.ค.ศ รับรองก็พอแล้ว)หรือกำลังอยู่ในช่วงการขอใบประกอบวิชาชีพบริหารสถานศึกษา ก็ให้รีบๆ ดำเนินการให้เสร็จสิ้น ไม่ควรปล่อยเวลาให้มันเลยไป เพราะกฎหมายไทยนั้นมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอครับ และคุณสมบัติต่อไปของผู้บริหารสถานศึกษาในทศวรรษที่ 21 ช่วง 2,600 ปีพุทธชยันตี ที่จะเป็นประชาคมอาเซียนอย่างแท้จริง ควรจะมีคุณสมบัติ 8 ข้อ (8 things for School Administrator) ดังต่อไปนี้
1. มีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา (A licensed professional school administrators.)
2. มีวุฒิทางการบริหารการศึกษา/ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางการบริหารการศึกษา (A formal qualification in Educational Administration / Master / PhD. Management education.)
3. มีวุฒิหรือความรู้และความเข้าใจทางด้านหลักสูตรและการสอน (Qualification / knowledge and understanding of the curriculum and instruction.)
4. มีความรู้และความเข้าใจทางด้าน ICT อย่างดีเยี่ยม (Knowledge and understanding of the ICT perfectly.)
5. มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถสื่อสารแบบสากลได้ (Knowledge of English in the international communication.)
6. มีความรู้ทางด้านกฎหมายไทยและกฎหมายสากล (รัฐศาสตร์/นิติศาสตร์/รัฐประสานศาสตร์) (Knowledge of the laws of Thailand and international law. (Political Science / Law / State Coordination Science))
7. มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ (There are seven reasons Sappurisatham.)
8. มีความเข้าใจในเรื่องค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ (An understanding of the core values of Thailand’s 12 Commandments.)

หากท่านใดที่มีคุณสมบัติ 8 ข้อนี้ไว้ในมือที่เหลือก็คือการประกาศรับสมัครสอบแข่งขันบรรจุแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้นก็สามารถยื่นใบสมัครได้เลยครับ และไปวัดดวงกันในสนามสอบที่ครั้งต่อไปในปี พ.ศ. 2558 ที่เขตพื้นที่การศึกษาจะเป็นหน่วยงานดำเนินการสอบแข่งขันเอง

……………ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป…………..

บทความ เรื่อง หลักในการบริหารงบประมาณที่ดีของสถานศึกษา


หลักในการบริหารงบประมาณที่ดีของสถานศึกษาต้องมีหลักดังต่อไปนี้

1. หลักคาดการณ์ไกล    การบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลนั้นต้องใช้กระบวนการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ที่แสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรที่ใช้กับผลงานที่เกิดขึ้นว่ามีความเชื่อโยงกันอย่างไร คุ้มค่ามากน้อยเพียงไร ทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับข้อมูลทางการเงิน และการจัดการที่บ่งบอกถึงผลผลิต (Outputs) และเชื่อมโยงผลลัพธ์ (Outcomes) ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของนโยบายรัฐบาล จึงต้องมีมาตรฐานการจัดการทางการเงินที่เป็นกลไกขับเคลื่อนให้การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่าง 7 Hurdles หรือเรียกว่า มาตรฐานการจัดการทางการเงิน 7 ด้าน มีรายละเอียดดังนี้
1.1 การวางแผนงบประมาณ เริ่มต้นจากการวางแผนกลยุทธ์ของหน่วยงาน ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ ผลผลิตหลัก กลยุทธ์ โครงสร้างแผนงาน ตัวบ่งชี้ความสำเร็จของผลงาน (KPI) และการวางแผนงบประมาณระยะปานกลาง (MTEF)
1.2 การกำหนดผลผลิตและการคำนวณต้นทุน เป็นการกำหนดต้นทุนในแต่ละผลผลิต ซึ่งมีการติดตั้งต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อม เพื่อได้ทราบถึงการใช้ต้นทุนต่อหน่วยของผลผลิตเท่าไหร่
1.3 การจัดระบบจัดซื้อจัดจ้าง เป็นการพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาพ การจัดซื้อจัดจ้างต้องเน้นความคุ้มค่าของการใช้จ่ายเงิน
1.4 การบริหารการเงินและการควบคุมงบประมาณ สถานศึกษาจำเป็นต้องกำหนดรายการและโครงสร้างบัญชี เอกสารหลักฐานที่จำเป็น การปรับระบบบัญชีจากเกณฑ์เงินสดไปสู่ระบบเกณฑ์คงค้าง มีระบบควบคุมการเบิกจ่าย และบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ
1.5 การรายงานทางการเงินและผลดำเนินงาน ในกระบวนการรายงานต้องมีการกำหนดดัชนีชี้วัด กรอบและโครงสร้างการประเมิน การรายงานผลที่ชัดเจนทั้งรายงานทางการเงินและการดำเนินงาน
1.6 การบริหารสินทรัพย์ สถานศึกษาต้องมีระบบบริหารสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงการบริหารสินทรัพย์ ที่เกิดประโยชน์สูงสุด
1.7 การตรวจสอบภายใน สถานศึกษาต้องมีฝ่ายรับผิดชอบในการตรวจสอบภายใน มีอิสระในการดำเนินงาน มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน เน้นการตรวจสอบทางการเงิน และผลดำเนินงาน

2. หลักประชาธิปไตย การบริหารงบประมาณต้องสอดคล้องกับความต้องการของส่วนรวมหรือประชาชน/กลุ่มเป้าหมาย (Focus Group) ที่รัฐบาลต้องการให้เกิดประโยชน์ในสถานศึกษาต้องให้คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการงบประมาณของสถานศึกษาที่ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่ส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานที่สนองเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

3. หลักสมดุล การบริหารงบประมาณของสถานศึกษาภาครัฐนั้น งบประมาณส่วนมากมาจากรัฐบาลที่เป็นเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ นั่นหมายถึง รายรับของสถานศึกษามีจำกัด ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีการบริหารจัดการที่สมดุล ระหว่างรายรับกับรายจ่ายของสถานศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

4. หลักยุติธรรม ต้องมุ่งเน้นภารกิจหรือพันธกิจของสถานศึกษา และขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของสถานศึกษาอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ บนความเสมอภาค

5. หลักสารัตถประโยชน์ ต้องมุ่งผลสัมฤทธิ์ ที่มีทั้งผลผลิตและผลลัพธ์

6. หลักประสิทธิภาพ ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่ากับการลงทุน ทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม ตามสัญญาเป้าหมายการให้บริการสาธารณะของกระทรวงศึกษาธิการ และสัญญาการนำส่งผลผลิตที่เป็นผู้เรียนทั้งของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และของสถานศึกษาเอง

บทความ เรื่อง “แผน”


กาพย์ยานี 11 “แผน”

แผนนั้นคือพิมพ์เขียว             ที่ข้องเกี่ยวถึงเป้าหมาย

ทรัพย์นั้นมิมากมาย               จงแจงจ่ายที่จำเป็น

จัดสรรให้ลุผล                        นายของคนควรเล็งเห็น

วัตถุประสงค์เน้น                    แผนจึงเป็นวิธีการ

แผนหลอมพร้อมด้วยกฎ        อนาคตบริหาร

กิจกรรมจัดการ                       สืบสานดลจนสัมฤทธิ์

องค์ประกอบการแผน            ขอให้แน่นลงในจิต

ลักษณ์อักษรความคิด           จงลิขิตเป็นหนังสือ

ประเภทของแผนไซร์            เวลาในคำเล่าลือ

ระยะยาวดีหรือ                      องค์กรถือกำหนดไว้

ระยะกลางรองรับ                   จัดลำดับให้ฉับไว

ระยะสั้นได้ใจ                         แผนถัดไปให้ได้มา

ทิศทางการบัญชา                  แผนนำพาบนล่างหา

ทิศทางรองลงมา                    ล่างหาบนคนนิยม

พรรณนาบรรยาย                   ทิศทางหมายวิธีคม

กราฟแท่งทั้งวงกลม               รูปภาพสมกราฟิกแน่น

ความถี่ที่ใช้งาน                     ครั้งเดียวกาลโปรแกรมแผน

งบประมาณนั้นแทน              โครงการแผนทางการเงิน

กิจกรรมต่อเนื่อง                    น่าลือเรื่องให้ดำเนิน

นโยบายการเงิน                     ไม่เก้อเขินกระบวนการ

เฉพาะกิจฉุกเฉิน                    เบี่ยงเบนเกินทิศทางด้าน

พัฒน์ดีดั้งเดิมด้าน                 ชั่วคราวสานการณ์บรรเทา

แผนการตามระดับ                 บังคับกลยุทธ์เร้า

ยุทธแคบจริงเจ้า                    ปฏิบัติเข้าตัดสินใจ

แผนลักษณ์วิธีการ                 ประมาณลำดับไว้

จุดหมายประสงค์ได้              กำหนดให้โครงการเอย

บทความ เรื่อง การบริหารงบประมาณในสถานศึกษาแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์


การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ (Strategic Performance Based Budgeting : SPBB) นั้น มีการพัฒนาการจัดทำระบบงบประมาณให้มีประสิทธิภาพจนก้าวมาสู่ระบบ e-Budgeting คือ การจัดทำระบบงบประมาณโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการวางแผนงบประมาณ การจัดทำงบประมาณ การบริหารงบประมาณ และการติดตามประเมินผล ซึ่งทำให้สามารถพัฒนาปรับปรุงระบบข้อมูลกับส่วนราชการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ได้ข้อมูลครบถ้วนทั้ง 3 มิติ (Funtion/Agenda/Area) โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับโครงการของรัฐบาลที่เรียกว่า “ระบบบริหารการคลังภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Government Fiscal Management Information System : GFMIS)” ให้สอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์ตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ ต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดพันธกิจ จุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์ แผนงาน งาน/โครงการอย่างมีระบบ มีการติดตามและประเมินผลสม่ำเสมอ เพื่อวัดผลสำเร็จของงานตามเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ มีการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติ ระดับกระทรวง และระดับหน่วยงาน

ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์จะครอบคลุมการบูรณาการทั้ง 3 มิติ คือ
1.  มิติงานตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงและหน่วยงาน (Function)  เป็นภารกิจหลักที่มีเป้าหมายชัดเจน ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวง/กรม โดยต้องสอดคล้องกับเป้าหมายและยุทธศาตร์ระดับชาติ และยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี
2. มิติงานตามยุทธศาสตร์เฉพาะรัฐบาล (Agenda) เป็นภารกิจหรือนโยบายเฉพาะเรื่องรัฐบาลมอบหมาย ไม่ได้เป็นภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นการมุ่งเน้นการมีเป้าหมายและการดำเนินงานร่วมกัน มีเจ้าภาพเป็นผู้รับผิดชอบ มีผู้สนับสนุนอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า “การบริหารเชิงบูรณาการ” เช่น นโยบายการปราบปรามยาเสพติด นโยบายการแก้ไขความยากจน เป็นต้น
3. มิติงานตามยุทธศาสตร์พื้นที่ (Area) เป็นเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่เน้นเฉพาะพื้นที่ สอดคล้องกับเป้าหมาย/ยุทธศาสตร์ระดับชาติ และนโยบายของรัฐบาล เช่น จังหวัด/กลุ่มจังหวัด ภารกิจต่างประเทศ หรือการบริหารแบบ CEO (Chief Executive Officer) ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด CEO และทูต CEO เป็นต้น

การบริหารจัดการในระบบงบประมาณประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์นี้มีเงื่อนไขทีสำคัญ 2 ประการ คือ
1. เน้นการบริหารจัดการแบบปรับตัวได้ (Adaptive Management) มีความยืดหยุ่น คล่องตัว กระจายอำนาจ และทันเหตุการณ์
2. ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) เป็นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย โปร่งใส และตรวจสอบได้(อำนวย  ทองโปร่ง. 2553 : 210-214)

การบริหารงบประมาณในสถานศึกษาก็เช่นกัน จะเน้นมิติใดมิติหนึ่งมิได้ ต้องมีการบูรณาการที่สนองต่อยุทธศาสตร์ของชาติให้ครบทั้ง 3 มิติ ทั้งยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Function) ที่เป็นภารกิจหลักในการพัฒนาการศึกษา ตลอดจนการรักษาขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงามของไทย ให้สืบทอดต่อไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่พึงปฏิบัติ รวมทั้งต้องสนองต่อยุทธศาสตร์เฉพาะของรัฐบาล (Agenda) ที่ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะรับผิดชอบโดยตรง แต่เป็นการดำเนินงานร่วมกัน เป็นการบริหารเชิงบูรณาการ เช่น นโยบายการปราบปรามยาเสพติด ที่สถานศึกษาควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง ควรให้ความสำคัญกับนโยบายนี้อย่างเร่งด่วน โดยให้มีกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด โครงการโรงเรียนสีขาว โครงการวัยใสปลอดภัยยาเสพติด โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นต้น และจะขาดเสียมิได้คือสนองต่อยุทธศาสตร์พื้นที่ (Area) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เน้นเฉพาะพื้นที่ในระดับจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด CEO ที่เน้นการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในตะเข็บชายแดนไทย-พม่า-ลาว ที่มีการลักลอบข่นยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทย สถานศึกษาต้องให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดที่เป็นภัยมหันต์ของชาติ โดยการเชิญวิทยากรจากหน่วยงานของจังหวัดมาให้ความรู้และจัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดร่วมกับนักเรียนในสถานศึกษา เป็นต้น เพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นพลโลก พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยนในปี 2558 นี้อย่างภาคภูมิใจ

เอกสารอ้างอิง : อำนวย  ทองโปร่ง. 2553. การบริหารทรัพยากรและการจัดการทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งแรก. กรุงเทพมหานคร : บริษัทสำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง จำกัด.

บทความ เรื่อง คุณธรรม จริยธรรม สำหรับข้าราชการ



ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

หลังจากที่ผมได้ตัดสินใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย สิ่งที่ไม่เคยรู้ เช่น หลักในการบริหารจัดการสถานศึกษา คุณธรรม จริยธรรม ในการบริหาร ภาวะผู้นำ ฯลฯ เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ในทางการบริหาร มีอะไรอีกมากมายที่ได้เรียนรู้ ดังนั้น ข้าราชการยุคใหม่อย่าคิดแบบน้ำเต็มแก้วตลอดเวลา ต้องคิดแบบน้ำล้นแก้วและน้ำพร่องแก้ว มีอยู่ 2 ทางถ้าเราไม่เจ๋งพอ เราก็คิดแบบน้ำพร่องแก้ว เพราะเราจะได้ความรู้มาเติมเต็ม และถ้าหากต้องการไปมากกว่าเดิม ก็คิดแบบน้ำล้นแก้ว ถ้าเป็นน้ำเต็มแก้ว มันก็ไม่รู้จะไปไหนต่อแล้ว อย่าไปคิดว่าเมื่อเรามีความรู้เยอะๆ แล้วมีคนมาสอบถามเยอะๆ ไม่ต้องไปกลัวว่า เขาจะมาแย่งอาชีพเรา หรือมาแย่งความรู้ของเรา ถ้าเขา Born to be ถึงเราไม่ต้องบอกเขา เขาก็ต้องเกิดมาในแวดวงตรงนี้อยู่แล้ว มาแชร์ความรู้สึกที่ดีต่อกันไม่ดีกว่าหรือ สิ่งสำคัญการที่สุดการเป็นข้าราชการต้องมี คุณธรรม และจริยธรรม ตลอดเวลา

คุณธรรม จริยธรรม สำหรับข้าราชการ คือ การใช้หลักธรรมปฏิบัติในการบริหารงานทุกระดับ ตั้งแต่ ระดับปฏิบัติการ และผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง หรือระดับสูง ให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง โดยการปกครองและบริหารที่ดี (Good Governance)

การปกครองและบริหารที่ดี ตามหลักธรรมปฏิบัตินั้น ผู้บริหารงานต้องมี “ประมุขศิลป์” คือ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี (Good Leadership) อันเป็นคุณสมบัติที่ดี ที่สำคัญ ของหัวหน้าฝ่ายบริหาร ลงมาถึงหัวหน้างานทุกระดับให้สามารถปกครอง และบริหารองค์กรที่ตนรับผิดชอบ ให้ดำเนินไปถึงความ สำเร็จอย่างได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง และให้ถึงความเจริญ รุ่งเรือง และสันติสุข อย่างมั่นคง

คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดีนั้น เป็นทั้งศาสตร์ (Science) และศิลป์ (Arts) กล่าวคือ สามารถ ศึกษาวิเคราะห์วิจัยข้อมูลอย่างมีระบบ (Systematic Study) จากพฤติกรรมและวิธีการปกครองการบริหาร องค์กรให้สำเร็จด้วยดี มีประสิทธิภาพสูงมาแล้ว ประมวลขึ้นเป็นหลัก หรือ ทฤษฎี (Theory) ตามวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ (Scientific Method) สำหรับใช้เป็นแนวทาง การปฏิบัติงานของหัวหน้าฝ่ายบริหาร ให้เกิด ประโยชน์แก่การปกครองการบริหารที่ดี (Good Governance) กล่าวคือ ให้บรรลุผลสำเร็จด้วยดีมีประสิทธิ ภาพสูงได้ เพราะเหตุนั้น ประมุขศิลป์ คือ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี จึ่งชื่อว่า เป็นศาสตร์ (Science)

นอกจากนี้ คุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดีนั้น ยังเกิดจากการที่บุคคลได้เคยศึกษา หาความรู้ ฝึกฝน อบรม บ่มนิสัย และเคยปฏิบัติพัฒนาสภาวะความเป็นผู้นำที่ดี มาแต่ปางก่อน คือ แต่อดีตกาล จน หล่อหลอมบุคลิกภาพและสภาวะความเป็นผู้นำที่ดี ปลูกฝัง เพิ่มพูน อยู่ใน จิตสันดานยิ่งขึ้นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน ประมุขศิลป์ คือ คุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่ดีเช่นนี้ ชื่อว่า เป็นศิลป์ (Arts) ซึ่งก็คือ “บุญบารมี” นั้นเอง

คุณธรรม จริยธรรม สำหรับข้าราชการ นั้น ประกอบด้วยหลักธรรม ๔ ประการ คือ

๑. หลักการครองตน

๒. หลักการครองงาน

๓. หลักการครองคน

๔. หลักธรรมาภิบาล Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์กับการศึกษาไทย


ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือว่าเป็นยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายๆด้านทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมอันนำไปสู่การปรับตัวเพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ทุกประเทศทั่วโลกกำลังมุ่งสู่กระแสใหม่ของการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า สังคมความรู้ (KnowledgeSociety) และระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) ที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการใช้ความรู้และนวัตกรรม (Innovation) เป็นปัจจัยในการพัฒนาและการผลิตมากกว่าการใช้เงินทุนและแรงงาน

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้ ซึ่งประกอบกันเป็น “สารสนเทศ” นั้น สามารถลื่นไหลได้สะดวก รวดเร็ว จนสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ระดับบุคคลขึ้นไปถึงระดับองค์กรอุตสาหกรรม ภาคสังคม ตลอดจนในระดับประเทศและระหว่างประเทศ จนกระทั่งภาวะ “ไร้พรหมแดน” อันเนื่องมาจากอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศดังกล่าว ได้เกิดขึ้นในกิจกรรมและวงการต่างๆ และนับเป็นความกลมกลืนสอดคล้องกันอย่างยิ่ง ที่การพัฒนาบุคลากรในสังคมอันประกอบด้วยภาคการศึกษา และการฝึกอบรมเป็นเรื่องราวของการเรียนรู้สารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นข้อมูล (Data) ข่าวสาร (Information)ก็ตาม ดังนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นเครื่องมือที่สามารถนำประโยชน์มาสู่วงการศึกษา ได้อย่างเหมาะสมหากรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์และคุ้มค่าต่อการลงทุน (ไพรัช ธัชยพงษ์และพิเชษ ดุรงคเวโรจน์ .2541 Read the rest of this entry