Category Archives: ปรัชญา

บทความ เรื่อง “ขี้ขลาดกับหวาดกลัว”


กบในกลา

บทความนี้เขียนขึ้นเนื่องจากที่กระผมได้เข้าร่วมงานใหญ่ระดับประเทศครับ ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรง คือ ความ “หวาดกลัว” นั้นเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอ มีจริตที่ไม่เข้มแข็ง กลัวผู้อื่นชนะตัวเอง ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่กล้าเผชิญความจริง ใช้เส้นสายในการชิงดีชิงเด่น เพื่อประโยชน์ส่วนตน สร้างเรื่องราวให้ร้ายผู้อื่นหลากหลายวิธี ทำให้คนอื่นเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม เสียทั้งชื่อเสียงของบุคคลและองค์กร เช่น การประกวดแข่งขันต่างๆ ที่ผลการแข่งขันมีประโยชน์กับครูผู้ฝึกสอนในการยื่นขอมีวิทยฐานะที่สูงขึ้น หรือการพิจารณาความดีความชอบ ทำให้สนามการประกวดแข่งขัน มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน โดยลืมจรรยาบรรณครูและความเป็นมนุษย์ “หวาดกลัว” ว่าผู้อื่นจะชนะตนเอง จนไม่เคารพในคำตัดสินของคณะกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ กลายเป็นคน “ขี้ขลาด” สร้างเรื่องราวลงใน “บัตรสนเท่ห์” กล่าวหาว่าคนอื่นลอกผลงานตนเอง เป็นสิ่งที่น่าอับอายมาก ไม่กล้าที่จะใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง พยายามยื่นดาบให้ผู้อื่นเป็นฆาตกรทำร้ายมิตรภาพที่ดี แล้วผู้ที่รับดาบไว้ไม่ได้รู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร ฟังความเพียงข้างเดียวเนื่องจากหลงในอวิชชา และผู้ที่ยื่นดาบให้นั้นเป็นคน “ขี้ขลาด” ตาขาว ไม่มีใจนักเลง บางครั้งใช้ Social Media ประเภท Facebook , Twitter ให้ร้ายผู้อื่น นี่แหละครับสังคมไทย หากข้าราชการครูคิดกันได้เพียงเท่านี้มากกว่าการส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่เป็นวิทยาทาน เพื่อการพัฒนาการศึกษาต่อยอดความคิดมากกว่าการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน บิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายที่ถูกใส่ร้ายมิได้ตอบโต้ เช่นเดี่ยวกับองคุลีมาร ที่ต้องการลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า เพราะความเชื่อในอวิชชา วิ่งไล่กวดพระองค์แล้วตะโกนว่า “หยุดนะ” พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เราหยุดแล้ว  แต่เจ้าสิยังไม่หยุด” นั่นหมายถึง ความหลงเชื่อที่ผิดในอวิชชา ทำให้โง่เขลาเบาปัญญา และเกิดความ “หวาดกลัว” ทำให้เป็นคน “ขี้ขลาด” เหมือนกบในกะลา ไม่ยอมรับความจริง ทำให้ความจริงกลับมาทำร้ายตนเองในภายหลังได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แพ้ภ้ยตนเอง” คนประเภทนี้ในอนาคตจะเป็นใหญ่เป็นโตไม่ได้ ดังนั้น จึงขอเตือนผู้ใหญ่ที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จะเป็นการสร้างนิสัยอิจฉาริษยา ซึมซับไปสู่นักเรียน หรือผู้ใกล้ชิดได้ “ตัวอย่างที่ไม่ดีในสังคมย่อมสร้างค่านิยมที่ให้โทษ” จงหันกลับมาส่องกระจกดูตัวเองก่อนเถิด ตั้งแต่หัวจรดเท้า ว่าตนเองมีตรงไหนที่บกพร่องบ้าง และเคยบกพร่องหรือไม่? เคยให้อภัยตนเอง ก็จงให้อภัยผู้อื่นด้วย จงมองทุกสิ่งเหมือนเหรียญที่ไม่ได้มีเพียงสองด้าน แต่มีขอบเหรียญด้วย จงพิจารณาให้แยบคาย แล้วจะเข้าใจโลกอย่างแท้จริง เช่นนี้แล้วเป็นครูจะสอนเด็กให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีสุขได้อย่างไร? หากใจครูคิดไม่ดี ไม่เก่ง และไม่สุข “ผู้ที่มีเกียรติ คือผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น” “วาสนามีไว้ให้แก้ไข ไม่ได้มีไว้แข่งขัน” อนิจจัง

บทความ เรื่อง ปณิธานจากสามก๊ก


สวัสดีครับ Readers ทั้งหลาย วันนี้ผมได้นำแนวทางของการใช้ชีวิตสำหรับผู้ที่มีปณิธานทั้งหลายเพื่อความสำเร็จในชีวิตจากวรรณกรรม “สามก๊ก” ให้ได้อ่านกันนะครับ ซึ่งผมจะเขียนเป็น “วลี” และ “ประโยค” ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เข้าใจง่ายๆ ก็แล้วกันนะครับ

kongbengภาพจากอินเทอร์เน็ต

1. อย่าฝืนฟ้า หากเวลายังมาไม่ถึง
2. ฝืนฟ้า ย่อมไม่มีสุข
3. บุคคลที่มีลางสังหรณ์ที่ดีนั่นแหละ เป็นคุณลักษณะพิเศษที่เหนือกว่าบุคคลอื่นๆ ของผู้นำ
4. รู้อะไร ไม่สู้ รู้ใจคน (เล่าปี่)
5. ขออยู่ใกล้ผู้มีปัญญาและมีคุณธรรม อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ดีกว่าอยู่ไกล้คนประสบสอพลอ แต่ทำอะไรไม่เป็น ทำอะไรไม่ได้ (โจโฉพูดต่อหน้าหลุมศพอ้วนเสี้ยว)
6. การไม่ลืมนาย ซื่อสัตย์ต่อนาย ปฏิบัติตรงไปตรงมาไม่ว่าอยู่ต่อหน้าและลับหลัง นับว่าเป็นการปฏิบัติของลูกผู้ชายโดยแท้ ให้ทุกคนจงเอาเยี่ยงอย่าง (โจโฉยกย่องกวนอู)
7. คนที่รักพ่อแม่มากที่สุดนั่นคือความชอบของวีรบุรุษ (โจโฉ)
8. การอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นเสน่ห์ของผู้นำที่ดี (โจโฉ)
9. การระแวดระวังภัยเสียจนเกินไป แต่ขาดความละเอียดอ่อนไปนิดหนึ่ง ทำลายล้างผู้บริสุทธิ์ นั่นคือจุดเสียหายของผู้นำ (โจโฉ)
10. สวรรค์ลงโทษ ฎีกาไม่ได้ อำนาจวาสนาเป็นลิขิตฟ้า
11. การเด็ดขาดอาจอยู่ในบทหนึ่งของการเป็นผู้นำ แต่การมีเมตตาและมีคุณธรรมก็เป็นอีกบทหนึ่งของการเป็นผู้นำที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี
12. อันว่าคนเรานั้นแม้นกระทั่่งพี่น้องที่คลานตามกันมา คุณยังหมดเยื่อใย คุณจะเอาเยื่อใยอาลัยอารมณ์ที่ไหนให้ใครเชยชม เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่สามารถทำการใหญ่ได้ให้ไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน
13. ต้องคิดและวางแผนก่อนปฏิบัติล่วงหน้าเสมอ
14. ต้องรู้จักการใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
15. ต้องดูแลปฏิบัติต่อบริวารใกล้ตัวให้ดี
16. ควรมีบุคลิกที่มีความรู้ความสามารถนำมาใช้ในเรื่องงาน
17. ต้องใจถึง กล้าได้กล้าเสีย กับบริวารให้อยู่ดีมีสุข
18. ไม่ควรหวังสิ่งใดที่ไกลเกินตัว ดำเนินชีวิตโดยโน้มตามธรรมชาติ (โน้มตามฟ้า) จึงจะมีความสุข หากใช้ชีวิตที่ฝืนเกินไปมักเกิดทุกข์ หมายถึง ทุกข์ที่อยากได้ อยากมี อยากเด่น ในส่ิ่งที่ไม่เคยมี “วาสนาไม่มีอย่าฝืน” ปล่อยให้เป็นไปเองดีกว่า และสิ่งที่มีค่า คือ “การทำวันนี้ให้ดีที่สุด”
19. บุคคลจะทำการใหญ่ “ต้องได้ใจคนมาครอง” (เล่าปี่) Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง โอกาสที่ไขว่คว้าได้ ภาค 2


auemdownหลังจากที่ผมได้ถ่ายทอดประสบการณ์ เรื่อง “โอกาส” และ “โอกาสที่ไขว่คว้าได้” ไปแล้ว วันนี้ลองมาฟังประสบการณ์่ต่อจากเดิม คือ “โอกาสที่ไขว่คว้าได้ ภาค 2” ซึ่งเป็นโอกาสทองอีกครั้งหนึ่งในปี2555 ที่กระผมได้มี “โอกาส” ได้ย้ายในโครงการครูคืนถิ่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของจังหวัดเชียงราย ที่ยากจะหาได้กันทุกคน และในปีเดียวกัน วันที่ 4 ธันวาคม 2555 มีหนังสือจากสำนักงาน ก.ค.ศ. เรื่อง การกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง ออกมาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นมา กระผมได้มี “โอกาส” อีกครั้งหนึ่งที่จะได้ปรับเงินเดือนสำหรับผู้ที่บรรจุแต่งตั้งก่อนวันที  1 มกราคม 2555 ซึ่งเงินเดือนของกระผมอยู่แท่ง คศ. 2 ได้ขยับ ตามลำดับดังนี้ (หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในปีงบประมาณ 2556 ตามกระแสการเมือง หรือความล่าช้าของระบบราชการนะครับ)
– 1 ตุลาคม 2554 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “หนึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 18,470 บาท
– 1 มกราคม 2555 ได้ปรับเงินเดือนสำหรับผู้ที่บรรจุแต่งตั้งก่อนวันที  1 มกราคม 2555 สำหรับผู้ที่มีวุฒิปริญญาโท ได้รับขั้นเงินเดือน 20,470 บาท
– 1 เมษายน 2555 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “ครึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 20,960 บาท
– 1 ตุลาคม 2555 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “หนึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 21,950 บาท
ซึ่งมีผลทำให้เงินเดือนผมทั้งปี 2555 ขยับขึ้นถึง 3,480 บาท  และซึ่งเป็นโอกาสหาได้ยากมากเช่นกัน ปรับเพิ่ม 2 ขั้น+0.5 ขั้น(เมษายน)+1 ขั้น(ตุลาคม) รวมกัน ทั้งปี 3.5 ขั้น บางคนขยับมากกว่าผมอีก เพราะในเดือนเมษายน ได้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1 ขั้น หรือ ไม่ก็เดือนตุลาคม ได้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1.5 ขั้น แต่ทั้งปีไม่เกิน 2 ขั้น นะครับ ทำให้เงินเดือนผมเพิ่มขึ้นมากพอสมควร และในปีงบประมาณ 2556 รัฐได้จัดสรรเงินวิทยฐานะให้ได้ตามที่วางแผนไว้ เดือนละ 3,500 บาท รวมแล้ว 25,450 บาท ในช่วงระยะการรับราชการทั้งหมด 9 ปีเต็มของกระผม ในช่วงที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ เงินเดือน 1 เดือนเท่ากับราคาทองรูปพรรณ หนัก 1 บาท แต่ก็ต้องขอขอบคุณคณะผู้แทนครูที่ได้ร่วมกันผลักดันหลายๆ เรื่องให้มีความเป็นธรรมกับอาชีพครู ให้ความเสถียรภาพกับวิชาชีพครูมีความทัดเทียมกับวิชาชีพอื่นๆ ที่เขาเข้า Win ไปก่อนเราตั้งนานแล้ว

เห็นไหมละครับการศึกษาต่อในปริญญาที่สูงขึ้นจากการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการไม่เสียแรงเปล่า หากรุ่นน้องที่บรรจุใหม่ๆ มี “โอกาส” ที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นก็ควรรีบไขว่ขว้าไว้ เพราะกฏหมายไทยปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงบ่่อยมากจนทำให้เราอาจตั้งตัวไม่ทันเลยก็ว่าได้

บทความ เรื่อง “พระอรหันต์อยู่ในบ้าน”


0000aพระอรหันต์อยู่ในบ้าน…. อมตะธรรม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

สมเด็จโต ท่านเป็นยอดนักเทศน์ ท่านเทศน์ได้จับใจคนฟัง ธรรมเทศนาของท่าน เข้าใจง่ายไม่ต้องมานั่งแปลไทยให้เป็นไทย เพราะท่านใช้คำไทยตรง ๆ เป็นภาษาพื้น ๆ ที่คนทั่วไปได้ฟังก็เข้าใจ เป็นที่นิยมของชนทุกชั้น ฟังไปก็สนุกเพลิดเพลิน และยังได้คติธรรม ไม่ง่วงเหงาหาวนอนเหมือนักเทศน์ท่านอื่น ๆ

สมเด็จโตท่านได้เล่าว่า มีคราวหนึ่ง ท่านได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกมาท่ามกลางเหล่าขุนนาง ข้าราชการและข้าราชบริพาร ครั้นพอพบหน้าท่าน เจ้าผู้ครองแผ่นดินก็ทรงสัพยอกว่า ? ท่านเจ้าคุณ เห็นเขาชมกันทั้งเมืองว่าท่านเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องขอพิสูจน์หน่อย?

สมเด็จโตทรงทูลว่า? ผู้ที่ไม่เคยฟังในธรรม ครั้นเขาฟังธรรมและได้รู้ได้เห็นในธรรมนี้แล้วเขาก็ชมว่าดี ขอถวายพระพรมหาบพิตร? และในวันนี้อาตมาจะมาเทศนาเรื่อง ? พระอรหันต์อยู่ในบ้าน?

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหล่าขุนนาง ข้าราชการและข้าราชบริพาร ต่างก็มีความสงสัย เพราะเคยได้ยินแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะอยู่แต่ในถ้ำ ในป่า ในเขา ในที่เงียบสงัด หรือที่วัดวาอารามเท่านั้น แต่ทำไมสมเด็จโต จึงกล่าวว่าจะเทศนาเรื่องพระอรหันต์อยู่ในบ้าน ในขณะที่ทุกคนพากันคิดสงสัยอยู่นั้น ฝ่ายสมเด็จโตทรงทราบด้วยญาณวิถีของทุกคน

ท่านจึงขยายความต่อไปว่า จิตพระอรหันต์ เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านละจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ยินดีและยินร้าย ในเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้วไซร้ ก็ถือได้ว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด บุญที่ได้ทำกับท่านจะให้ผลในชาติปัจจุบันทันที่ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า ทุก ๆ คนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน แต่ไม่เคยมองพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเลย ทุก ๆ คนที่นั่งฟังเทศนาอยู่ในที่แห่งนั้นต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน เพราะไม่เข้าใจความหมาย สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า? พระอรหันต์คือพระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังอุตสาห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือแต่กับไปกินด่าง อันน้ำใจของพ่อแม่ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน เช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง “ทิฐิพระ มานะกษัตริย์”


พระอาจารย์ เล่าว่า “ตอนเย็นๆ พอขึ้นที่พักก็หมดสภาพ ร่างกายไม่ไหว โดยเฉพาะรู้สึกปวดหลังมาก
เวลาไข้มาเลเรียขึ้นนี่จะปวดหลัง ก็ได้แต่นั่งเหี่ยว จะรอดวันนี้ไหมหนอ ? ตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็ทำเป็นยืดเข้าไว้

ลักษณะอย่างนี้แหละที่ หลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านป่วยแล้วคนดูไม่ออก อาตมานี่ยังมีทีท่าให้คนเขาเห็นบ้าง หลวงพ่อวัดท่าซุงนี่ไม่มีเลย ดูไม่ออกว่าท่านป่วยหรือไม่ป่วย จนกว่าจะเลิกงานนั่นแหละ เวลาท่านป่วยหนักๆ อาตมารับท่านลงจากตึกมาขึ้นรถ เพื่อที่จะไปรับญาติโยมที่ตึกรับแขก แรกๆ ก็จับแขนท่านลักษณะช่วยประคอง ท่านก็สะบัดออก แต่พอเห็นว่าท่านไม่ไหวจริงๆ อาตมาก็ต้องทำ

พอถึงเวลาจับพอท่านตั้งท่าจะสะบัด อาตมาก็ล็อกแขนท่านไว้เลย ถ้าอาตมาตั้งใจล็อกนี่หลุดยาก..! แล้วก็พาท่านเดินขึ้นรถ หลวงพ่อท่านก็หัวเราะแล้วก็บอกว่า “ถ้ามันเป็นระเบียบบังคับก็เอา” ไม่อย่างนั้นใหม่ๆ นี่ทำไม่ได้หรอก ท่านสะบัดมือออกทุกที

ถึงได้เข้าใจว่า “ทิฐิพระ มานะกษัตริย์” นั้นเป็นอย่างไร? คนที่เคยเกิดเป็นผู้นำมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว
ถึงเวลาจะแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ พอใช้ประโยคนี้ หลวงลุงสุนทร บอกว่า “หลวงพี่..พระมีทิฐิได้หรือ ?” อาตมาตอบว่า “มีสิ..ถ้าไม่มีสัมมาทิฐิบรรลุมรรคผลไม่ได้หรอก” เถียงหน้าด้านๆ เลย..!

ขัตติยมานะ ตัวนี้แหละทำให้ พระมหาอุปราช รู้ว่าสู้ พระนเรศวร ไม่ได้ก็ต้องสู้ ต่อหน้าคนตั้งเท่าไรที่ล้วนแต่เป็นลูกเจ้าเมือง ว่าที่เจ้าที่เจ้าเมืองทั้งนั้น ถ้าหากว่าไปแสดงความขี้ขลาดต่อหน้าเขา ต่อไปตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ เมืองบริวารเหล่านั้นจะมีใครเชื่อถือ ทั้งๆ ที่ท่านรู้ว่า ถ้าให้คนรุมพระนเรศวรนี่ชนะแน่ แต่ก็ไม่เอา ยอมสู้แบบเดี่ยวๆ ดีกว่า

เรื่องการศึกการสงคราม ถ้าเป็นภาพยนตร์มาอาตมาจะดูไม่ได้เลย พอดูแล้วจะมีภาพซ้อนขึ้นมา มีอยู่เที่ยวหนึ่งตอนนั้นตามหลวงพ่อไป วัดศรีรัตนาราม ที่ ลพบุรี คุณปรีชา พึ่งแสง เอาหนังเรื่องสงคราม ๙ ทัพมาเปิด ถ้าจำไม่ผิด คุณสมบัติ เมทนี รับบทเป็น รัชกาลที่ ๑

อาตมาดูไม่รู้เรื่องเลย มองดูนี่ภาพซ้อนเกิดขึ้นเต็มไปหมด ท้ายสุดก็เลยหลับตาดูของตัวเองดีกว่า
อะไรที่เป็นสิ่งที่ทำจนชินมาชาติแล้วชาติเล่า ถึงเวลาก็จะโผล่ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ”

สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก
สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๔

ที่มา : http://board.palungjit.com/f61/%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%90%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C-314571.html

พุทธชยันตี 2600 ปี : สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา : พุทธทาสภิกขุ


พุทธชยันตี 2600 ปี : กระแสปฏิจจสมุปบาท : พุทธทาสภิกขุ


ลักษณะสำคัญของการศึกษาที่เมืองไทยหลงทางมากกว่าร้อยปี


“ลักษณะสำคัญของการศึกษาที่เมืองไทยหลงทางมากกว่าร้อยปี”

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

http://www.chaiyongvision.com

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยมีนักการเมืองและผู้บริหารประเทศที่มีเล่ห์เหลี่ยม แพรวพราว ในการโกงชาติกินแผ่นดิน และมีผู้หลงเชื่อ มีศรัทธาในกลุ่มนักการเมืองเหล่านั้น เพียงเพราะได้รับอามิสเพียงไม่กี่เศษธุลี ของเงินทองที่พวกนักการเมืองคดโกงจากแผ่นดินโยนให้ สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของการศึกษาไทย โดยเฉพาะในระดับการศึกษาพื้นฐาน คือ อนุบาล ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่ไม่สอนให้นักเรียนเชื่อคนยาก ทำให้นักเรียนขาดวิจารณญาณ เพราะเน้นสอนหนังสือมากกว่าทักษะการดำเนินชีวิตเมื่อเติบใหญ่ขึ้น หลักสูตรส่วนใหญ่บรรจุเนื้อหาสาระมากเกินไป จึงเป็น “ขยะหลักสูตร”สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ ที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้นำเวลาไปใช้สอนเนื้อหาสาระ ที่แทบจะไม่ได้นำไปใช้เมื่อเรียนจบระดับประถมหรือมัธยมไปแล้ว จึงไม่มีเวลาสำหรับหลักสูตรชีวิต จากการวิเคราะห์แล้วพบว่า เกิดจากการที่ไม่ได้จัดการศึกษาตามลักษณะสำคัญ 8 ประการ  Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง ความเป็นธรรมสำหรับการพิจารณาความดีความชอบในการเลื่อนขั้นเงินเดือน


การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เลื่อนปีละสองครั้ง คือ ครั้งที่หนึ่งครึ่งปีแรก ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคม คือ เลื่อน 1 เมษายน ครั้งที่สองครึ่งปีหลัง ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน คือ เลื่อน 1 ตุลาคม ในครึ่งปีแรก ปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 ผู้ที่ทำงานอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา ทั้งเป็นหัวหน้างานใหญ่หลายงานที่เป็นงานสำคัญของสถานศึกษา ที่ต้องดูแลชะตาชีวิตของนักเรียนที่จะจบหลักสูตรในแต่ละปีประมาณ 800 คน ดูแลระบบที่นักเรียนและครูทุกคนต้องใช้กันทุกวัน  มีคาบสอนเฉพาะวิชาเรียน 20 คาบต่อสัปดาห์ ไม่รวมคาบกิจกรรม แต่มีแรงกดดันกับบุคลากรในสถานศึกษาเป็นการส่วนตัว ถึงกับต้องขอช่วยราชการ เผอิญว่าได้ทำการขอไปช่วยราชการ ณ สถานศึกษาอื่น ก่อนสถานศึกษาจะพิจารณาความดีความชอบในการเลื่อนขั้นเงินเดือนในครึ่งปีแรก ทั้งที่มีโพลขึ้นอันดับการได้รับพิจารณาความดีความชอบ  ข้อ 7 และแล้วก็ถูกถอดถอนไม่ได้รับการพิจารณา ด้วยเหตุผลว่า “เขาจะย้ายแล้วไม่ต้องให้” (เหมือนครึ่งปีแรกไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการซะอย่างงั้น) แต่หนังสือคำสั่งให้ไปช่วยราชการก็ยังไม่ออกมา จนกระทั่งถูกระงับ หลังจากนั้นผลการย้ายครูคืนถิ่นก็ออกมา บุคลากรที่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบ  ข้อ 7 ไปแล้วนั้น ณ วันที่ 1 เมษายน 2555 ได้ย้ายในโครงการครูคืนถิ่นถึง 2 คน เหมือนถูกหวยแจ๊กพอตซะงั้น เป็นเช่นนี้แล้วความเป็นธรรมสำหรับการพิจารณาความดีความชอบในการเลื่อนขั้นเงินเดือนอยู่ที่ใหน? จะเยียวยาให้กับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร? ทั้งๆ ที่ผู้บริหารบางคนกล่าวในที่ประชุมว่า “หากใครไม่มีงานพิเศษ จะไม่มีสิทธิ์ได้เสนอชื่อเข้าพิจารณาความดีความชอบ” แล้วแบบนี้บุคลากรก็แห่กันไปทำงานพิเศษหมดโดยที่ไม่ต้องสอนสิ ใช่ไหม แล้วครูผู้สอนที่ทำการสอนอย่างเต็มที่ และดูแลนักเรียนเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้ทำงานพิเศษที่สำคัญอะไร ก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเข้าพิจารณาสิ ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือท่านหนึ่ง กล่าวให้ผมฟังในที่ประชุมเล็กๆ ว่า “การทำงาน ให้ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องหวังผลตอบแทน ถึงเวลาแล้วมันจะได้เอง” จริงๆ แล้วมันก็ถือว่าถูกต้องในความคิดนี้ หากเรามีฐานะดี มีพร้อมทุกอย่าง และหากทุกคนหว่านพืชแล้วไม่หวังผล แล้วจะไปหว่านพืชให้มันเสียเวลาทำไมล่ะ เพราะคนที่ออกแรงหว่านกับคนที่ไม่ได้ออกแรงหว่านก็ได้กินผลผลิตเหมือนกัน แถมบางคนได้เลือกกินผลที่สมบูรณ์ที่สุดด้วย เพราะอาวุโสสุด
อย่างไรก็ตามที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่าทำไมสังคมไทยไม่ค่อยมีความเป็นธรรม แม้กระทั่งการเลื่อนขั้นเงินเดือน กับคำกล่าวที่ว่า “ทำดีเสมอตัว เกือบทำชั่วเหยียบจนดิน” ยังใช้ได้เสมอครับ หากคนดีท้อแท้และท้อถอยในการทำดี คงทำให้สังคมไทยขาดคนดี ขาดคนมีคุณธรรม และจริยธรรมไปเลยก็ว่าได้ แต่การพิจารณาความดีความชอบของครูนั้น ควรใช้หลักธรรมาภิบาลให้ครบถ้วน ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคาบสอน จำนวนนักเรียนที่สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้นๆ การประพฤติปฏิบัติตน การเป็นแบบอย่างที่ดี การร่วมกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอของครู มาเป็นหลักในการให้คะแนน หลักจากนั้นค่อยนำความยากง่ายของภาระงานพิเศษมาพิจารณาเพิ่มเติม และนำผลของการปฏิบัติงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน นักเรียน และครู มาพิจารณาเสริม และมีการจัดการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบแสดงผลงานของครู เพื่อประกอบการพิจารณา เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมในการพิจราณาความดีความชอบในแต่ละครั้ง และต้องประกาศคะแนนของการประเมินในแต่ละครั้งให้ทราบโดยทั่่วถึงกัน

ได้อะไรจากการอ่านหนังสือ?


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

หนังสือให้อะไรกับเราบ้างเหรอครับ? หนังสือทุกเล่ม ทุกประเภท ที่ผู้แต่งเขียนขึ้นมา ล้วนแล้วแต่ตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ จินตนาการ ความรู้ หรือที่เรียกว่า “กึ๋น” และจุดประสงค์ของผู้แต่งต้องการสื่อสารอะไรก้บผู้อ่านนั่นเอง แต่หนังสือทุกเล่มที่ผู้แต่งแต่ละคนประพันธ์ขึ้นมาไม่ได้ให้(อะไร)กับผู้อ่านครบประเภท ดังนั้นถ้าผู้อ่านเลือกอ่านหนังสือที่ผู้อ่านสนใจในแต่ละเรื่องที่เลือกมาก็แสดงว่าให้ประโยชน์กับผู้อ่านอย่างแน่นอน ถ้าผู้อ่านไม่ได้สนใจ และคิดว่าหนังสือเล่มนั้นไม่ได้ให้ประโยนชน์หรือผลพลอยได้อะไรกับผู้อ่านเลย ผู้อ่านคงไม่เสียตังค์หรือไม่เสียเวลาไปหาหนังสือเล่มนั้นมาอ่านหรอกครับ ดังนั้นผมขอจำแนกการซื้อหนังสือของผู้อ่านตามความคิดของผมดังนี้ครับ
1.ซื้อหนังสืออ่านตามกระแส คือ ซื้อหนังหรือละครเรื่องไหนดังก็ไปหามาอ่าน ข่าวดารา หรือการเมืองไหนที่ร้อนแรง ก็ไปหามาอ่าน เพื่อให้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง
2.ซื้อหนังสืออ่านตามความชอบ คือ ชอบหนังสือประเภทไหนก็จะตาล่าหาหนังสือประเภทนั้นมาอ่าน เช่น หนังสือธรรมะ เป็นต้น
3.ซื้อหนังสืออ่านเพื่อเสริมความรู้ คือ ศึกษาเรื่องใด หรือ ไม่เข้าใจเรื่องใด ก็จะหาหนังสือเรื่องนั้นๆ มาอ่านให้เข้าใจ หรือแก้ปัญหาได้ เพื่อเสริมปัญญา เป็นต้น
4.ซื้อหนังสืออ่านเพราะถูกบังคับให้อ่าน เช่น ถูกพ่อแม่ หรือ ครูอาจารย์ บังคับให้อ่าน ก็ต้องไปหามาอ่านให้ได้ตามคำสั่ง เป็นต้น
5.ซื้อหนังสือมาประดับบารมี คือ ซื้อหนังสือที่ชอบ หรือที่สนใจ มาไว้สะสมเฉยๆ ส่วนมากไม่ได้อ่าน กองไว้ที่ห้องหนังสือ เป็นต้น
แต่ส่วนมากหนังสือก็มีประโยชน์มากกว่าโทษนะครับ เพราะฝึกฝนให้คนรักการอ่าน และช่วยให้อ่านหนังสือได้แตกฉาน สรุปแล้วหนังสือเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคนที่อ่านครับ

บทความ เรื่อง โอกาสที่ไขว่คว้าได้



ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

หลังจากที่ผมได้ถ่ายทอดประสบการณ์ เรื่อง “โอกาส” ไปครั้งแรกที่ดิ้นรนหาไม่ค่อยน่าประทับใจสักเท่าไหร่นะครับ วันนี้ลองมาฟังประสบการณ์เรื่องใหม่ที่เกี่ยวกับ “โอกาส” แต่เป็น “โอกาสที่ไขว่คว้าได้” โดยเฉพาะคนที่บรรจุรับราชการครู เป็นครูผู้ช่วยหมาดๆ ควรศึกษาให้เข้าใจนะครับ ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2554 ที่ผ่านมา ในเรื่องของการสร้างโอกาสโดยการเลื่อนวิทยฐานะจาก “ครู ไม่มีวิทยฐานะ” เป็น “ครู วิทยฐานะชำนาญการ” มีผลทำให้เงินเดือนผมทั้งปี 2554 ขยับขึ้นถึง 5,230 บาท ตามลำดับดังนี้

– 1 ตุลาคม 2553 ได้รับขั้นเงินเดือน 13,240 บาท
– 31 มีนาคม 2554 ปรับตาม พรบ.เงินเดือน และเงินวิทยฐานะ (ฉบับที่ 2 พ.ศ.2554) ได้รับขั้นเงินเดือน 14,300 บาท
– 1 เมษายน 2554 ปรับตาม พรฎ.เงินเดือนขั้นต่ำสูง พ.ศ. 2554 ได้รับขั้นเงินเดือน 14,700 บาท
– 1 เมษายน 2554 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “ครึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 15,440 บาท
– 12 พฤษภาคม 2554 ส่งคำร้องขอประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการ และผ่านการประเมิน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ครู วิทยฐานะชำนาญการ” เพราะมีเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำของ คศ.2 อยู่ 1 ขั้น จึงได้รับเงินเดือนขั้นต่ำของ คศ. 2 ขั้นเงินเดือนจึงอยู่ที่ 16,190 บาท
– 1 ตุลาคม 2554 ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน “หนึ่งขั้น” ได้รับขั้นเงินเดือน 18,470 บาท พร้อมทั้งมีวิทยฐานะชำนาญการ

ซึ่งมีผลทำให้เงินเดือนผมทั้งปี 2554 ขยับขึ้นถึง 5,230 บาท และซึ่งเป็นโอกาสหาได้ยากมาก ปรับพอก 8%+5%+0.5 ขั้น(เมษายน)+1ขั้น(ตุลาคม) ทำให้เงินเดือนขยับเปลี่ยนแท่ง และเพิ่มขึ้นมากพอสมควร ซึ่งเป็นโอกาสทองของผมในปี 2554 บางคนขยับมากกว่าผมอีก เพราะในเดือนเมษายน ได้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1ขั้น หรือ ไม่ก็เดือนตุลาคม ได้พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1.5ขั้น แต่ทั้งปีไม่เกิน 2ขั้น นะครับ

ข้อแนะนำสำหรับ ครูผู้ช่วยที่บรรจุใหม่
การขอศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เพื่อนำวุฒิมาปรับขั้นเงินเดือนในระดับปริญญาโท ตามที่ กฏหมาย ก.ค.ศ. รับรองวุฒิให้ปรับเลื่อนเงินเดือนได้ (ขอแนะนำไม่ควรลาศึกษาต่อภาคปกติ เพราะต้องเสียเวลามาเก็บผลงานย้อนหลัง 2 ปีการศึกษา)เมื่อจบปริญญาโท จากครูผู้ช่วย 2 ปี + ครู (ปริญญาตรี) 6 ปี รวมแล้ว 8 ปี แต่ถ้าจบปริญญาโท จากครูผู้ช่วย 2 ปี + ครู(ปริญญาโท) 4 ปี รวมแล้ว 6 ปี และสามารถยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะได้ทันที แต่จะแต่งตั้งได้ก็ต่อเมื่อขั้นเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำของ คศ.2 อยู่ 1ขั้น คือ 15,430 บาท  และจะปรับเป็น 16,190 บาท ทันที ตามตารางปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบประกอบวิชาชีพ แนบท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะฯ และแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 (ขอให้ยื่นหลังเลื่อนขั้นเงินเดือน 1 เมษายน เพราะ 1 ตุลาคม เราจะได้เลื่อนขั้น 1ขั้น กันทุกคน จะทำให้เงินเดือนกระโดดสูงกว่าเดิม …) เห็นไหมครับว่าโอกาสก้าวหน้าในอาชีพข้าราชการครูมีมากมาย แล้วแต่ว่าผู้ใดจะไขว่ขว้ามาเป็นของตัวเองหรือไม่ “ถ้าไม่นับหนึ่งก็ไม่มีโอกาสได้เริ่มนับหนึ่ง เมื่อจะเริ่มนับหนึ่งก็ต้องหาเป้าหมายและหนทางสำหรับไปหาเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ” และในอนาคตหากมีการปรับเงินเดือนใหม่จริงตามนโยบายรัฐบาล(หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) ผู้ที่จบปริญญาตรีตั้งแต่ปี 2555 จะมีโอกาสได้รับเงินเดือน+ค่าครองชีพ ถึง 15,000 บาท แล้วปริญญาโท ก็จะมีโอกาสได้เงินเดือนถึง 17,000 บาท เลยทีเดียว Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง นิทานความดี ตอน มดง่ามมักน้ำมันหมู สัตถหลูมักใส่โต้ดกั๋น


ช่วงปีการศึกษา 2554 ที่ผ่านมา ผมได้ยินได้ทราบเรื่องราวมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวพุทธอย่างเราๆไม่พึงกระทำ เป็นสิ่งที่น่าอับอายเช่นเดียวกับเรื่องของความลับ บางคนมีความลับที่น่าอับอายก็มักจะกระทำตัวเหมือน “มดง่ามมักน้ำมันหมู สัตถหลูมักใส่โต้ดกั๋น” เป็นเรื่องราวที่ผมได้ยินได้ฟังมา หลายวันก่อนไ้ด้ฟังเทศนาธรรมจากพระคุณเจ้าในวิทยุ ก็เลยนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้สดับกัน เรื่องของความดีที่เราๆ ทำกันนั้น ย่อมมีมารมาผจญเป็นธรรมดา เหมือนนิทานความดีที่ผมได้สดับมา เป็นภาษาพื้นบ้านทางเหนือ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กำเมือง เรื่อง มดง่ามมักน้ำมันหมู สัตถหลูมักใส่โต้ดกั๋น แปลเป็นภาษาไทยกลาง มดง่ามชอบน้ำมันหมู ศัตรูชอบใส่ร้ายป้ายสีกัน เรื่องมีอยู่ว่ามดง่ามมันจะชอบกินน้ำมันหมูมาก เรานำน้ำมันหมูไปไว้ที่ไหนๆ ก็ตาม มันมักจะไปกินจนได้และมันก็จะตายเพราะน้ำมันหมูเป็นจำนวนมาก และน้ำมันหมูที่เราจะนำไปทำอาหารก็จะใช้ไม่ได้ ต้องทิ้งมันไป คนสมัยโบราณเวลาจะกำจัดมดง่าม ก็จะนำกะลามะพร้าวที่ขูดเสร็จแล้วไปคว่ำทับไปที่รังของมดง่ามหรือทางเดินของมัน แล้วมดง่ามจำนวนมากก็จะมารวมกันกัดกินมันของมะพร้าวที่ติดอยู่ในกะลาจนเต็มกะลา แล้วคนก็จะนำกะลาไปเผา หรือนำไปคว่ำกับเถ้าถ่านร้อนๆ พวกมันก็จะตาย เช่นกันกับศัตรูหรือคนที่เกลียดชัง ไม่ชอบขี้หน้ากัน คนที่อิจฉาริษยาผู้ื่อื่น คนที่มีชนักติดหลังหรือมีความผิดหรือความลับที่ผู้ือื่นได้ล่วงรู้ ก็จะชอบที่จะใส่ร้ายป้ายสีให้ร้าย ติฉิน นินทา คนที่ไปรู้ความลับของตนหรือคนที่ได้ดีกว่าตนเองไม่ชอบคนที่ดีกว่าตน ก็เปรียบเหมือนมดง่ามที่ชอบน้ำมันหมูเป็นชีวิตจิตใจ มันก็จะจมลงไปในน้ำมันหมู และตายอยู่ในนั้นอย่างอเน็จอนาจใจ เช่น มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกัน ช่วยกันทำมาหากินด้วยความสุจริต จนร่ำรวยเกินหน้าเกินตาเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านที่เป็นคนไม่ดี ชอบอิจฉาริษยา เห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตนมิได้ ก็เกิดอุบายชั่วร้ายในการยุแยงตะแคงรั่ว จะพยามทำให้คู่สามีภรรยาคู่นี้มีปัญหากันให้ได้ พอโอกาสมาถึงก็ไปพูดกับภรรยาให้ร้ายกับสามีเขาว่า “นี่เธอรู้ไหมว่าทุกวันนี้เธอร่ำรวยได้เพราะสามีเธอเป็นลิงเป็นค่าง เป็นสัตว์ป่าหน้าขน หลอกลวงชาวบ้าน หากินไม่สุจริตก็เลยร่ำรวยได้ถึงขนาดนี้ ถ้าเธอไม่เชื่อคืนนี้นอนด้วยกันตอนสามีเธอหลับแล้ว เธอลองล้วงก้นสามีเธอดูมันจะมีหางโผล่ออกมาด้วยนะ นั่นแหละสามีเธอไม่ใช่คนดี” ภรรยาได้ยินเช่นนั้นก็รอโอกาสพิสูจน์ความจริง และเืพื่อนบ้านคนนี้พอได้ทีเห็นภรรยาเชื่อก็หาโอกาสไปพูดกับสามีว่า “นี่คุณรู้ไหมว่าทุกวันนี้ึคุณร่ำรวยได้เพราะอำนาจของผีกระสือที่อยู่ในตัวภรรยาของคุณ ไม่ใช่เป็นคนธรรมดานะ ถ้าคุณไม่เชื่อคืนนี้นอนด้วยกัน ภรรยาคุณจะิเอามือล้วงไปที่ก้นของคุณนะ นั่นแหละเธอเป็นผีกระสือ” สามีได้ยินเช่นนั้นก็รอโอกาสพิสูจน์ความจริงว่าภรรยาของตนเองเป็นผีกระสือหรือเปล่า พอตกตอนกลางคืน สองสามีภรรยาเข้านอน ภรรยาก็รอจังหวะสามีของตนนอนหลับสนิท พอได้ยินเสียงสามีของตนกรน ก็ถือโอกาสพิสูจน์โดยการล้วงไปที่ก้นของสามีว่าจะมีหางดังเพื่อนบ้านบอกหรือไม่ สามีอารามตกใจตื่นขึ้นมาก็หลงเข้าใจว่าภรรยาเป็นผีกระสือจริงดังเพื่อนบ้านบอกไม่มีผิดเลย ทั้งสองก็เลยทะเลาะตบตีกันใหญ่เลย พอรุ่งเช้ามาทั้งสองก็หย่าร้างแยกทางกันไป ครอบครัวก็แตกแยก ดังนั้นแล้วความไม่ดีไม่งามของศัตรูผู้ที่อิจฉาริษยาผู้อื่น ไม่อยากให้ผู้อื่นได้ดีกว่านั้น ก็เหมือนกับมดง่ามที่มันชอบน้ำมันหมู น้ำมันหมูอยู่ที่ไหนมันก็ดั้นด้นไปหาจนได้ ไม่ว่าเราจะเก็บไว้ดีแค่ไหน มันก็ไม่พ้นมดง่ามที่จะทำให้น้ำมันหมูที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ ฉันได ความเด่น ความดัง ความดี หากมีมากเกินไป อาจทำให้ผู้ที่เปรียบได้ดั่งมดง่ามที่ไร้ประโยชน์มองหาหนทางที่จะทำลายมันตลอดเวลา เพราะคนจำพวกนี้ไม่มีทางพัฒนาจิตใจของตนเองให้ดีได้ และครอบครัวของคนจำพวกนี้ก็จะไม่ได้ดีไปมากกว่าคนอื่นได้ มีแต่ทางฉิบหาย เพราะการให้ร้ายผู้อื่นเป็นนิสัย เป็นอาจิณ เป็นเนื่องๆ พระพุทธเจ้าบอกว่า พวกนี้ผิดศีลข้อที่ 4 มุสาวาทา เวรมณีสิกขา ปทังสมาทิยามิ ตกนรก ฉันนั้น Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง นิทานความดี ตอน ผู้ถูกนินทา


ได้ฟังเรื่องราวจากผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือ ท่านบอกว่า มี ปู่ หลาน และลาที่ใช้เป็นพาหนะเพื่อไปหาญาติอีกตำบลหนึ่ง

ปู่ให้หลานขึ้นหลังลา และจูงไป คนเห็นก็บอกว่าทรมานคนแก่

แต่พอให้ปู่ขึ้นหลังลา แล้วให้หลานจูงไป คนเห็นก็บอกว่าทรมานเด็ก

ครั้นขึ้นไปขี่บนหลังลาทั้งคู่ คนเห็นก็บอกว่าทรมานสัตว์

ทั้งคู่ก็เลยลงจากหลังลามาจูงไป คนเห็นก็บอกว่าโง่อีก

กระนั้นแล้ว การทำสิ่งใดที่เห็นว่าดีแล้ว ถูกต้องแล้ว เหมาะสมแล้ว แต่มันอาจไม่ยุติธรรมเสมอไป ให้ทำไปเถอะ ความดีนั้นจะเป็นเกราะป้องกันตนเอง ให้ปลอดภัยตลอดไป

ผู้ถูกนินทา” พึงมีเหตุผล

คำนินทาใด ๆ ไม่อาจทำคนดีให้เป็นคนไม่ดีไปได้ คนจะดีก็เพราะกรรม คนจะเลวก็เพราะกรรมหาใช่จะดีเพราะสรรเสริญ หรือจะเลวเพราะนินทาก็หาไม่

ควรถือความจริงนี้เป็นสำคัญ และอย่าทำหรือไม่ทำอะไรเพราะกลัวนินทา  หรือเพราะปรารถนาสรรเสริญ อย่าทำอะไรก็ตามทุกอย่างที่แม้เพียงสงสัยว่าเป็นกรรมไม่ดี   แต่จงทำอะไรก็ตามทุกอย่างที่พิจารณาแล้วตระหนักแน่ชัดว่าเป็นกรรมดีเท่ากัน แม้ว่าการทำกรรมดีจะมีผู้นินทา

นินทานั้นไม่มีโทษแก่ “ผู้ถูกนินทา” เลย  ถ้า “ผู้ถูกนินทา” ไม่รับ   คือ ไม่ตอบ

เช่นเดียวกับ “ผู้ถูกด่า” ไม่ด่าตอบ “ผู้ถูกขู่” ไม่ขู่ตอบ  “ผู้ถูกชวนวิวาท” ไม่วิวาทตอบ  แต่คำนินทาว่าร้ายทั้งจะตกเป็นของ  “ผู้นินทา”  ทั้งหมด  “ผู้นินทา” คือ “ผู้ทำกรรม”  ซึ่งเป็นกรรมไม่ดี  ไม่ว่า “ผู้ถูกนินทา” จะรับ หรือไม่รับก็ตาม นินทาย่อมได้รับผลไม่ดีแห่งกรรมไม่ดีของเขาอย่างแน่นอน

ดังนั้นแม้เมื่อถูกนินทาแล้ว  ก็ให้คิดว่า “ผู้นินทา” เราได้รับการตอบแทนแล้ว  คือ ได้รับผลของกรรมไม่ดี  ซึ่งจะส่งผลให้ปรากฏช้าหรือเร็วเท่านั้น  ผลของกรรมไม่ดีนั้นแหละได้ตอบแทนเขา “ผู้นินทา” แล้ว เราไม่มีความจำเป็นต้องตอบแทนแต่อย่างใด

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : http://www.pantip.com/cafe/social/topic/U11475204/U11475204.html

บทความ เรื่อง ความโชคดีกับโชคร้ายท่ามกลางความเลื่อมล้ำทางสังคมกับช่องว่างทางกฎหมาย


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันนี้เห็นคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนแล้วเกิดความสงสัยว่าทำไมสังคมไทยจึงมีความเลื่อมล้ำกันมากมาย แม้กระทั่งการเลื่อนขั้นเงินเดือน ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจในกฎหมายมากมายนัก จึงท่องอินเทอร์เน็ตเข้าไปหากฎหมายที่เกี่ยวกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน ก็ได้พบกับกฎหมายที่ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษาผู้ปฏิบัติราชการ ได้รับบำเหน็จความชอบโดยการเลื่อนขั้นเงินเดือน คือ กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2550

การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วยเช่นกัน ให้เลื่อนปีละสองครั้ง คือ ครั้งที่หนึ่งครึ่งปีแรก ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคม คือ เลื่อน 1 เมษายน ครั้งที่สองครึ่งปีหลัง ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน คือ เลื่อน 1 ตุลาคม และท่านเคยสงสัยแล้วไม่รู้จะไปถามใครไหมว่า ข้อ 6 , ข้อ 7 และ 11 นั่น หมายความว่าอย่างไร เราไปดูกันนะครับ (ส่วนมากแล้วก็มีแค่นี้ครับ ตามบัญชีรายชื่อการเลื่อนขั้นเงินเดือนแนบคำสั่งของโรงเรียน) ส่วนรายละเอียดของแต่ละข้อให้ท่านเข้าไปอ่านเองใน กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2550 นะครับ (http://kormor.obec.go.th/kod/kod075.pdf) Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง นิทานความดี ตอน ความลับไม่มีในโลก


ผมในฐานะที่เป็นครู สอนมาไม่นาน ประมาณ 8 ปี ประกอบอาชีพอื่นหลังจบการศึกษามาประมาณ 2 ปี ประสบการณ์ทำงานรวมกันก็ 10 ปีเต็ม ผ่านงานในองค์กรมา 6 องค์กร สิ่งที่ผมได้แลสดับมามากมายนัก คิดว่ามากกว่าผู้ที่จบการศึกษาแล้วมาทำงานในสถานที่เดียวจนจะเกษียณอายุราชการบางคนก็ว่าได้ สิ่งน่าอับอายที่สุดของบุคลากรในแต่ละองค์กรคืออะไรท่านผู้อ่านพอจะทราบไหมครับ ผมว่าคงทราบแหละครับ สิ่งนั้นก็คือ “ความลับ” ความลับนั้นอาจแตกต่างกันไปแล้วแต่บริบทขององค์กร แต่ความลับที่ช่างเหมือนกันของบุคคลในองค์กร คือ ความลับในเรื่องของ “กามตัณหา”

หนึ่งในตัณหาสาม คือ กามตัณหา อย่างที่หนึ่ง อยากในกาม กามตัณหา ก็ด้วยความโง่ ความหลง ความยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอวิชชา จึงอยากในกาม มันก็เร่าร้อน ตั้งแต่เริ่มอยาก แล้วก็เริ่มประพฤติ ปฏิบัติ กระทำลงไป แต่ข้อนี้ สำหรับ ฆราวาสทั่วไป เขาก็มิได้หมายความว่า จะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับกาม เพราะคำว่า กาม มีความหมาย หลายอย่าง, กาม เรื่องเกี่ยวกับเพศ เพศหญิง เพศชาย นี้ก็กาม นี้ส่วนที่มันเนื่องกัน ไม่ถึงขนาดนั้น ก็ยังเรียกว่า กาม เช่น ชอบอาหารเอร็ดอร่อย ชอบเสียงไพเราะ แม้ยังไม่เกี่ยวกับเพศ ก็ยังเรียกว่า กาม เหมือนกัน เพราะมันเนื่องกัน โดยส่วนลึก

ถ้าเราไปเกี่ยวข้องด้วย คือ ไปอยากด้วยความโง่ ความหลงอะไร มันก็เกิดสิ่งเร่าร้อน หรือเป็นทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าต้องไปเกี่ยวข้องด้วย สติสัมปชัญญะ ก็มีความเป็นกามน้อยลง แม้เรื่องเพศ ที่จะ ประกอบกิจกรรมทางเพศ ด้วยความรู้สึก ที่เป็นหน้าที่ของฆราวาส แล้วก็ทำไปด้วย สติสัมปชัญญะ อย่างนี้ ความที่เรียกว่า เป็นกาม มันก็น้อยลง มันก็มีความเป็น กามตัณหา น้อยลง ถ้าสมมติว่า บริสุทธิ์ใจจริงๆ ในการที่จะทำเพียง หน้าที่ เพื่อการสืบพันธุ์ ล้วนๆ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ ปฏิบัติได้ มันก็ไม่ถึงกับจัดว่า เป็นกาม มันกลายเป็นหน้าที่ ไปก็ได้ แต่ตามปกติ ไม่มีใครทำได้ เพราะว่าธรรมชาติ มันลึกกว่า มันลึกซึ้งกว่า มันใส่กาม ไว้กับการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ไม่ค่อยมีใคร ชอบทำกันนัก แต่โดยเหตุ มันเอากาม มาจ้าง เอาความรู้สึก ทางกามนี้ มาจ้างให้ สัตว์ทั้งหลาย ทำหน้าที่สืบพันธุ์ มันยุ่งยาก ลำบาก เท่าไร มันก็ยอมทน

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ถ้าเราไปโง่ ไปหลงกินเหยื่อ ของธรรมชาติ อันนี้เข้า มันก็เกิดความทุกข์ จากสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา เมื่อคนยังมี อวิชชาอยู่ มันก็ต้องโง่ ก็ต้องตกเป็นเหยื่อ ของสิ่งนี้  เป็นทาสของอวิชชา เป็นทาสของตัณหา แล้วคนยอมลำบาก ให้สิ่งที่เรียกว่า ตัณหา โดยเฉพาะกามตัณหานี้ เคี้ยวกิน ภาษาบาลีเขาใช้คำว่า เคี้ยวกิน คือ คนมันเป็นทาส ของกามตัณหา ยอมทนลำบาก นานาประการ เพื่อจะให้ได้มา นี้คือสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา หมายถึง เรื่องเพศโดยตรง สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ทางเพศ ความไพเราะ สนุกสนาน เอร็ดอร่อย แม้ไม่เกี่ยวกับเพศ โดยตรง มันก็เป็นกาม นี้ไปเกี่ยวกับเพศโดยตรง แล้วยิ่งเป็นกาม อย่างยิ่ง นี้อย่างที่หนึ่ง เรียกว่า กามตัณหา (http://www.buddhadasa.com/dhamanukom/tanha62.html : 2554) Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง WSS : Worst Seniority System : ระบบอาวุโสที่เลวร้ายที่สุด


 WSS : Worst Seniority System หมายถึง ระบบอาวุโสที่เลวร้ายที่สุด

          ในองค์กรทุกองค์กรของรัฐในรูปแบบสถานศึกษาย่อมมีระบบอาวุโสเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมองค์กร องค์กรใดมีผู้อาวุโสที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีจิตใจงดงามและเปี่ยมไปด้วยบารมี คอยเป็นที่ปรึกษาให้กับบุคลากรภายในองค์กร ส่งผลให้องค์กรสามารถทำงานเป็นทีมได้ องค์กรนั้นย่อมเจริญงอกงามและสามารถพัฒนาได้อย่างไม่มีขีดจำกัด แต่หากองค์กรใดมีผู้อาวุโสที่มีอัตตาสูง เป็นหนอนอาจม หรือเหลือบไรที่คอยแต่ดูดเลือด กัดแทะ ชอนไช องค์กร ใช้อำนาจความเป็นอาวุโสของตนเองหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง บางคนเป็นก็จระเข้ที่ขวางคลอง บางคนก็เหยียบเรือสองแคม บางคนก็เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เห็นแก่ตัว ไร้ประสิทธิภาพ เสื่อมสมรรถภาพ บางคนที่มีภูมิรู้มากก็ไม่ยอมนำความรู้ความสามารถของตัวเองช่วยพัฒนาคุณภาพขององค์กร ก็จะทำให้องค์กรนั้นหล้าหลัง ด้อยพัฒนา ไม่เจริญงอกงาม ผู้อาวุโสที่มีอัตตาสูงเหล่านี้มียศและตำแหน่งสูงส่ง มีเงินประจำตำแหน่ง รวมรายได้แล้วร่วมแสนบาทต่อเดือน ปีหนึ่งๆ มีรายได้สุทธิร่วมหนึ่งล้านบาท จะเห็นได้ว่าผู้อาวุโสเหล่านี้มีรายได้ไม่น้อยเลยทีเดียวจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทวิชาการ ในระดับเชี่ยวชาญพิเศษ เชี่ยวชาญ หรือชำนาญการพิเศษ แต่รายได้เหล่านี้เป็นแรงจูงใจ เป็นเป้าหมายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรุ่นใหม่ไฟแรงต้องการจะไขว่คว้ามาเป็นของตนเองให้ได้ถ้าโอกาสนั้นมาถึง

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง “ชน”


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

         ปัจจุบันความขัดแย้งที่ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาและเจริญงอกงาม มีสาเหตุมาจาก “ชน”สองประเภทที่มีอัตตาสูง ได้แก่ “อภิสิทธิ์ชน” หมายถึง ชนส่วนน้อยซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่ง กับ “เสรีชน” หมายถึง ปัจเจกชนที่ถือว่ามีอิสระและเสรีภาพความเป็นไทในการกำหนดและดำเนินชีวิตของตนเอง แต่ ความมีอิสระและเสรีภาพของตนเองนั้นต้องเคารพและไม่ไปลิดรอนอิสระและเสรีภาพของคนอื่นเช่นกัน นั่นถึงจะเรียกว่า “เสรีชน” อย่างแท้จริง ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะกลายเป็น “ทรชน” แต่บางคน เป็นทั้ง “อภิสิทธิ์ชน” และ “เสรีชน” ในคนๆ เดียวได้ก็มีเหมือนกัน จนกลายสภาพเป็น “ทรชน” ในทันที ผมก็เป็น “เสรีชน” คนหนึ่งที่เคารพในอิสระและเสรีภาพของคนอื่นเช่นกัน

          ในทุกองค์กรจะประกอบไปด้วย“ชน” สองประเภทนี้อยู่เสมอ บางองค์กรก็มี “อภิสิทธิ์ชน” อยู่มากจนทำให้ “เสรีชน” อยู่อย่างไม่มีความสุขจนทำให้ “เสรีชน” หลายคนที่ตั้งใจทำงานเกิดการท้อแท้ “เสรีชน” บางคนเกษียณตัวเองก่อนอายุการทำงานจริง ส่งผลให้ขาดบุคลากรที่มีประสบการณ์ มีประสิทธิภาพ และคุณภาพสูง ช่วยทำงานให้องค์กรพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง และประสพผลสำเร็จในเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ขององค์กรอย่างแท้จริงหลาย องค์กรที่มี “อภิสิทธิ์ชน” อยู่มากมาย แต่ “อภิสิทธิ์ชน” เหล่านั้น “ไร้ประสิทธิภาพ” จนทำให้องค์กรนั้น “ขาดคุณภาพ” หรือ “ไม่ได้มาตรฐาน” องค์กรขาดความเสถียรภาพไม่ต้องตอบว่าองค์กรจะเป็นอย่างไรต่อไป คุณผู้อ่านคงมีตำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วใช่ไหมครับ Read the rest of this entry

บทความ เรื่อง “โอกาส”


สวัสดีครับทุกท่านที่เข้าชมเว็บไซต์ เป็นบทความแรกเรื่อง “โอกาส” ที่ตั้งใจเขียนขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานตั้งแต่บรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการครูมาเป็นระยะเวลา 5 ปี เต็ม กับ “ความน้อยเนื้อต่ำใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ตั้งใจปฏิบัติงาน แต่ไม่ได้รับ “โอกาส”

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ผมได้เข้าสมัครสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นพนักงานครูเทศบาลของเทศบาลเมืองเชียงรายเมื่อปี พ.ศ. 2545 สมัยนั้นยังไม่ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลนครเชียงราย และได้ “โอกาส” สอบติดลำดับที่ 26 จากทั้งหมดขึ้นบัญชีไว้ทั้งหมด 33 คน และในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2547 ทางเทศบาลเมืองหัวหินได้ขอใช้บัญชีการสอบแข่งขันของเทศบาลเมืองเชียงราย และกระผมก็ได้ “โอกาส” บรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาล สังกัดเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำรงแต่งแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 3 ที่โรงเรียนเทศบาลบ้านหัวหิน (ท.1) มีนักเรียนในปี 2547 ประมาณ 1,500 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึง ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่การสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการจนเป็นที่เด่นชัดของโรงเรียนตลอดมา และในช่วงเดือนกันยายนของปี พ.ศ. 2547 เป็นช่วงของการพิจารณาความดีความชอบ กระผมได้รับ “โอกาส” เสนอชื่อเข้าพิจารณาความดีความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือน “หนึ่งขั้น” ซึ่งปกติแล้วตามกฎหมายแล้วข้าราชการที่ “บรรจุแต่งตั้งใหม่” “โอนหรือย้าย” เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ราชการมีสิทธิได้รับการพิจารณาความดีความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือนอยู่แล้ว ควบคู่กันช่วงนั้น พรฎ. เงินเดือน ฉบับใหม่ออกมาพอดี ผมก็ได้รับ “โอกาส” เลื่อนตำแหน่งจาก อาจารย์ 1 ระดับ 3 เป็น อาจารย์ 1 ระดับ 4 ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 อย่างไม่ได้คาดหวัง Read the rest of this entry